• เมื่อใครคนหนึ่งต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยก็มักตกเป็นของสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่ทั้งสองฝ่าย คือ ‘ผู้ป่วย’ และ ‘ผู้ดูแล’ ต่างก็ไม่ทันได้ตั้งตัว
  • ในแง่ของผู้ดูแล จึงอาจต้องเผชิญกับปมขัดแย้งในใจของตัวเอง บางกรณี ผู้ดูแลจำเป็นต้องละทิ้งชีวิตส่วนตัว ลาออกจากงานเพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเต็มเวลา กลายเป็นความกดดันเรื้อรัง เพราะบางครั้งแค่คิดท้อใจ หรือคิดอยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ก็อาจทำให้ตัวเองรู้สึกผิดได้แล้ว
  • จึงเป็นเรื่องท้าทายว่า เราจะรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวันอย่างไร – ผิดไหม หากบางครั้งเราอยากมีเวลาหาความสุขให้ตัวเองบ้าง?

‘เกิด แก่ เจ็บ ตาย’ เป็นสภาวะที่ทุกชีวิตย่อมหลีกหนีไม่พ้น หลายคนอาจหวาดกลัวความตายที่จะมาพรากลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แต่อีกแง่หนึ่ง สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้ความตายก็คือ การถูกขังอยู่ในร่างกายของตัวเองจากความเจ็บป่วยที่ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป
เมื่อใครคนหนึ่งต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยก็มักตกเป็นของสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่ทั้งสองฝ่าย คือ ‘ผู้ป่วย’ และ ‘ผู้ดูแล’ ต่างก็ไม่ทันได้ตั้งตัว 

ในแง่ของผู้ป่วยเอง ก็คงไม่อยากเป็นภาระของคนในครอบครัว ขณะที่ในแง่ของผู้ดูแล ก็อาจต้องเผชิญกับปมขัดแย้งในใจของตัวเอง บางกรณี ผู้ดูแลจำเป็นต้องละทิ้งชีวิตส่วนตัว ลาออกจากงานเพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเต็มเวลา กลายเป็นความกดดันเรื้อรัง เพราะบางครั้งแค่คิดท้อใจ หรือคิดอยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ก็อาจทำให้ตัวเองรู้สึกผิดได้แล้ว

ในฐานะผู้ดูแล จึงเป็นเรื่องท้าทายว่า เราจะรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวันอย่างไร – ผิดไหม หากบางครั้งเราอยากมีเวลาหาความสุขให้ตัวเองบ้าง? 

ข้อมูลจากการสำรวจผู้สูงอายุจำนวน 6,394,022 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขปี 2563 พบว่า มีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง กล่าวคือเป็นกลุ่มที่ติดบ้าน หรือติดเตียง ถึง 1.3 ล้านรายจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า จำนวนผู้ป่วยที่ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา เฉพาะที่ถูกสำรวจก็ขึ้นหลักล้านไปแล้ว ยังไม่รวมที่ตกสำรวจและผู้ป่วยเนื่องจากอุบัติเหตุหรือสภาพทางจิตใจอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลด้วยซ้ำ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีอาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้ดูแลไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า ทำให้เกิดปัญหาความไม่พร้อมในด้านต่างๆ ตามมา เพราะการเป็นผู้ดูแล หมายถึง ผู้ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือสมากชิกในครอบครัวที่เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นคู่ครองที่ป่วย, ลูกที่มีภาวะบกพร่อง หรือพ่อแม่ที่แก่ชรา ซึ่งการเปลี่ยนบทบาทอย่างกะทันหัน มักส่งผลต่อสภาพอารมณ์ของผู้ดูแลไม่มากก็น้อย ผู้ดูแลจึงมักรู้สึกโกรธ, หงุดหงิด, เหนื่อยหน่าย, โดดเดี่ยว หรือซึมเศร้า 

หากมีอารมณ์เชิงลบเกิดขึ้น ควรเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรผลักไสอารมณ์เหล่านั้น ด้วยการหลอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” เพราะจะยิ่งกลายเป็นความกดดันที่รอวันระเบิด แต่ควรตั้งสติให้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง หาทางผ่อนคลาย เช่น พูดคุยกับคนอื่นๆ, ขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลมืออาชีพ โดยใช้บริการจากศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเพื่อดูแลที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน, หาเวลาส่วนตัวให้ตัวเองในแต่ละวัน ฯลฯ เพราะหน้าที่ดูแลผู้ป่วยนั้น เป็นงานระยะยาวที่ไม่อาจรู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร และการปล่อยให้ตัวเองสะสมความเครียดอย่างต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

หน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนในครอบครัวนั้น ถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจมหาศาล และบ่อยครั้งมักเป็นงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีโอกาสสูงมากที่ผู้ดูแลอาจรู้สึกอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรง 
Caregiver Burden คือ ภาวะที่ผู้ดูแลรู้สึกว่าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของตัวเอง มีความรู้สึกเหนื่อยล้า, เครียด, นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า ซึ่งเมื่อผู้ดูแลมีความรู้สึกดังกล่าว สิ่งที่มักตามมาก็คือ ผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแล อาจไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร และในระยะยาว หากผู้ดูแลไม่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ ผู้ป่วยก็อาจถูกทอดทิ้ง หรือกระทั่งถูกทำร้ายร่างกายโดยผู้ดูแลได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม 
ผู้ดูแลจึงควรรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะ ‘หมดไฟ’ ซึ่งได้แก่

  • ต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
  • ขาดการติดต่อเข้าสังคมกับคนอื่นๆ 
  • มีปัญหาด้านการเงิน
  • ผู้ดูแลขาดทักษะการจัดการอารมณ์และการแก้ปัญหา
  • ไม่มีผู้ช่วย หรือไม่มีตัวช่วยสนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น กำลังใจ, การมีผู้รับฟัง, การเงิน ฯลฯ

ยิ่งผู้ดูแลอยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงข้างต้นหลายข้อมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟจากการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอาการหมดไฟ มักเกิดจากการที่ผู้ดูแลจดจ่ออยู่กับการดูแลผู้ป่วยมากเกินไป จนลืมให้ความใส่ใจแต่สุขภาพโดยรวมของตัวเอง – อาการที่พบบ่อยของภาวะหมดไฟ ได้แก่

  • รู้สึกกังวลตลอดเวลา
  • เหนื่อยง่าย
  • นอนไม่หลับ หรือนอนหลับมากเกินไป
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว
  • ขี้หงุดหงิด โกรธง่าย
  • สูญเสียความสนใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยชื่นชอบ
  • ปวดศีรษะ ปวดตัว ปวดท้องบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้สิ่งเสพติด หรือยานอนหลับ เพื่อคลายเครียด

ว่ากันว่าแม้แต่ผู้ที่ใจเย็น และมีความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilient) สูง เมื่อต้องรับบทบาทผู้ดูแลคนป่วย ก็ยังอาจรู้สึกกดดันและเกิดความเครียดได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลผู้ป่วยก็คือ การดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองควบคู่กันไปด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า เราคงไม่สามารถดูแลคนอื่นให้ดีได้ หากเราไม่ได้ดูแลตัวเองให้พร้อมทั้งกายและใจเสียก่อน 

เมื่ออยากพัก แต่กลับรู้สึกผิดปัญหาอันซับซ้อนของผู้ดูแลผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ก็คือ หากผู้ดูแลไม่ผูกหน้าที่นี้ไว้กับคำว่า ‘กตัญญู’ ก็มักผูกมันไว้กับคำว่า ‘เสียสละ’ – สองคำนี้เอง อาจเป็นกับดักความรู้สึกผิดในใจที่ยากจะกำจัดออกไปได้ 

ไม่ว่าจะดูแลพ่อแม่ที่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงด้วยโรคชรา, ดูแลลูก คู่ครอง หรือพี่น้องที่มีภาวะบกพร่องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ล้วนเป็นการดูแลที่มีสายสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องความผูกพันทางใจที่ผู้ดูแลมักเต็มใจทุ่มเท แต่เพราะการดูแลผู้ป่วยเป็นหน้าที่ระยะยาว จึงควรกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน วางแผนหาผู้ช่วยในด้านต่างๆ แทนการเริ่มทำด้วยกรอบความคิดของคำว่า กตัญญู หรือ เสียสละ เพราะหากเมื่อไรต้องการหยุดพัก เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดและโทษตัวเอง 
การใช้คำว่า ‘หน้าที่’ จึงช่วยในแง่ความรู้สึกของผู้ดูแล ให้สามารถแยกหน้าที่การดูแลออกจากความรู้สึกส่วนตัวได้บ้างไม่มากก็น้อย
เพราะแม้ว่าการกตัญญูหรือเสียสละเป็นเรื่องดีที่ควรทำ แต่บ่อยครั้งสิ่งนี้ก็อาจทำให้เราลืมคุณค่าในตัวเอง เนื่องจากเมื่อใดที่คิดถึงความต้องการของตัวเอง ผู้ดูแลก็อาจรู้สึกผิด โดยเฉพาะเมื่อต้องการออกไปหาความสุขส่วนตัว เช่น ไปช็อปปิ้ง หรือพบปะเพื่อนฝูง ซึ่งอาจทำให้ต้องฝากผู้ป่วยไว้กับคนอื่น ผู้ดูแลอาจรู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ จนถึงขั้นตัดสินใจละทิ้งความต้องการนั้นไปเสีย และนานวันเข้าก็อาจจะลืมไปว่าแม้ตัวเองจะเป็นผู้ดูแล แต่ก็ควรมีเวลาส่วนตัว ได้ทำในสิ่งที่ชอบบ้าง
สังคมรอบตัวก็มีส่วนสำคัญ เพราะสายตาและคำตัดสินจากคนภายนอก มักมองว่าผู้ดูแลที่ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองนั้น ไม่เสียสละ ไม่ทุ่มเท เห็นแก่ตัว บ่อยครั้ง ผู้ดูแลจึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเชิงลบหรือปัญหาต่างๆ รวมทั้งความต้องการของตัวเองไว้ในใจเพียงลำพัง เพราะกลัวถูกตัดสิน เช่นนี้ก็อาจยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับผู้ดูแลมากขึ้นไปอีก 

นอกจากนี้ ความรู้สึกผิดของผู้ดูแลอาจเกิดจากการดูแลที่ผิดพลาดจนส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย หรือผู้ดูแลอาจรู้สึกผิดที่ตัวเองหงุดหงิด หรือไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของผู้ป่วย บางครั้งก็อาจรู้สึกผิดที่ในใจแอบคิดว่าเมื่อไรเรื่องราวเหล่านี้จะจบลงเสียที

ไม่ว่าความรู้สึกผิดจะเกิดจากอะไร ผู้ดูแลจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง เข้าใจว่าเราก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ไม่อาจทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา การดูแลผู้ป่วย เป็นเพียงหน้าที่หนึ่ง ที่ไม่ว่าเราจะเลือกเองหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อรับหน้าที่แล้ว ก็ควรทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหากเกิดความรู้สึกเชิงลบขณะที่ดูแลผู้ป่วย ก็ควรหาวิธีแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม หรือขอเวลานอกให้ตัวเองด้วยการเดินไปหาที่สงบจิตใจ (ควรจัดการให้ผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยก่อน) เราควรเข้าใจว่าการแบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะจะส่งผลดีในระยะยาวทั้งต่อผู้ดูแลและตัวผู้ป่วยเอง

ผู้ดูแลคนป่วย อาจมีสองความคิดที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ ระหว่างผู้ที่ต้องการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เจ็บป่วยอย่างเต็มความสามารถ กับคนที่อยากวิ่งหนีจากสถานการณ์ตรงหน้าไปให้ไกลแสนไกล หากว่าคุณกำลังต้องต่อสู้กับความขัดแย้งเช่นนี้ในใจทุกวัน ขอให้รู้ว่าคุณไม่ได้เดียวดาย ขอให้ ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ได้เป็นผู้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณ เพื่อให้คุณได้ดูแลคนที่คุณรักไปพร้อมๆ กับการได้ใช้ชีวิตของตัวเอง

อ้างอิง :mayoclinic.org, caregiver.org, dop.go.thCr : Thairath

แจกเคล็ดลับการออกกำลังกายและผู้สูงอายุ เส้นทางสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้น

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งหากออกกำลังกายเป็นประจำ Gen ยัง Active อย่างเรา ๆ ก็คงยังฟิตได้อย่างไม่แคร์ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปี6 ประโยชน์ดี จากการออกกำลังกาย

  1. ช่วยรักษาและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตอย่างอิสระและดำเนินกิจกรรมประจำวันในวัยผู้สูงอายุ
  2. การออกกำลังกายที่เน้นการทรงตัว ช่วยป้องกันการหกล้ม และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ
  3. ช่วยทำให้ผู้สูงอายุยังคงสดชื่น และกระตือรือร้นในชีวิตประจำวัน
  4. ช่วยป้องกันหรือชะลอโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคกระดูกพรุน
  5. ส่งผลดีต่ออารมณ์และอาจต้านทานกับภาวะซึมเศร้าได้ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตดีขึ้น
  6. การออกกำลังกายอาจส่งผลดีต่อการทำงานของสมองด้านการรู้คิด (cognitive function) ความจำและสุขภาพสมองโดยรวม

ทริคกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุควรตั้งเป้าสำหรับออกกำลังกายทั้ง 4 ประเภท อย่างสม่ำเสมอ

  1. การออกกำลังกายเพื่อความทนทาน (Cardio) : กิจกรรมเหล่านี้เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เช่น การเดิน จ็อกกิ้ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และการเต้นรำ
  2. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ (Strength Training) : การออกกำลังกายแบบ Strength ช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งอาจรวมถึงการยกน้ำหนัก ใช้ยางยืด หรือออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัว เช่น วิดพื้น และซิทอัพ
  3. การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัว (Balance Exercise) : การฝึกการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการหกล้ม เช่น การยืนด้วยเท้าข้างเดียว การเดินแบบส้นเท้าจรดปลายเท้า และการฝึกโยคะ
  4. การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น (Flexibility Exercise) : การออกกำลังกายแบบยืดกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความยืดหยุ่น ซึ่งโยคะเป็นกิจกรรมที่ยอดเยี่ยมสำหรับการรักษาความยืดหยุ่น

นอกจากนี้ Gen ยัง Active 50 ปีขึ้นไปควรตั้งเป้าออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว อย่างน้อย 150 นาทีต่อ สัปดาห์ หรืออาจออกกำลังกายแบบหนัก เช่น จ็อกกิ้ง 75 นาทีต่อสัปดาห์ การฝึกเพิ่มมวลกล้ามเนื้อควรทำอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และสามารถรวมการออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวและความยืดหยุ่นได้ทุกวันข้อควรระวังก่อนออกกำลังกาย

  1. สังเกตร่างกาย : การออกกำลังกายไม่ควรทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่สบาย หากมีอาการเวียนศีรษะ หายใจถี่ เจ็บหน้าอก หรืออาการผิดปกติใด ๆ ควรหยุดทันที และปรึกษาแพทย์
  1. วอร์มอัพและคูลดาวน์ : วอร์มอัพ 5 นาทีก่อนออกกำลังกายเสมอ ค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้น และหลังออกกำลังกาย ควรคูลดาวน์ด้วยการยืดกล้ามเนื้ออีก 5 นาที
  2. สวมอุปกรณ์ที่เหมาะสม : เลือกเสื้อผ้าหลวม ใส่สบาย และสวมรองเท้าที่กระชับพอดี ซึ่งออกแบบมาสำหรับการออกกำลังกายแต่ละประเภท
  3. เริ่มอย่างช้า ๆ : หากไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย ให้เริ่มอย่างช้า ๆ ด้วยกิจกรรมที่รู้สึกสบายใจ
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ : ดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย แม้ว่าจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายหลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำอาจมีข้อสงสัย หรือความคิดมากมายเกี่ยวกับการออกกำลังกาย จึงรวบรวมคำตอบสำหรับประเด็นต่างๆ มาให้อ่านกัน

  1. การออกกำลังกาย ไม่เหมาะกับอายุตอนนี้เลย : การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยให้ดูและรู้สึกอ่อนกว่าวัย ลดความเสี่ยงของสภาวะสุขภาพต่าง ๆ และทำให้อารมณ์และความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น ไม่ว่าจะอายุเท่าไร
  1. การออกกำลังกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม : ตรงกันข้าม การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยเพิ่มความแข็งแรง และความสมดุล ลดความเสี่ยงในการหกล้ม
  2. ฉันแก่เกินไปที่จะเริ่มออกกำลังกาย : มันไม่สายเกินไปที่จะออกกำลังกายและรับประโยชน์จากการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุที่เริ่มออกกำลังกายในภายหลังสามารถพบกับการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ
  3. ฉันอ่อนแอเกินไปหรือมีอาการปวดเมื่อยมากเกินไป : การออกกำลังกายสามารถช่วยจัดการความเจ็บปวด เพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มความมั่นใจในตนเองได้ เริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนักๆ หรือไปยิมเท่านั้น ผู้สูงอายุสามารถหากิจกรรมสนุกๆ ที่สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถได้ เช่น เดิน เต้นรำ ว่ายน้ำ หรือ โยคะ โดยขณะที่ผู้สูงอายุออกกำลังกายควรมีผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ผู้ดูแลที่จัดส่งจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่ได้มาตรฐาน ผู้ดูแลจะมีประสบการณ์และได้รับการอบรมให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยสามารถปฐมพยาบาลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดการบาดเจ็บลงได้

ไม่เพียงเท่านั้น การมีเพื่อนหรือกลุ่มที่ร่วมกันออกกำลังกาย ก็ช่วยให้การออกกำลังกายสนุกขึ้น และกระตุ้นให้เกิดความกระฉับกระเฉง และหากมีเวลาไปลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ยังเป็นวิธีที่สนุก ท้าทายร่างกายและจิตใจอีกด้วย

การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นรากฐานที่สำคัญของการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี ส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตโดยรวม ผู้สูงอายุจะได้รับประโยชน์มากมายจากการออกกำลังกายที่สมดุล เช่น ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น การทรงตัวที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น และชวนผองเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน เพื่อให้การออกกำลังกายสนุกสนานและยั่งยืนมากขึ้น


เรียบเรียงโดย : รศ. นพ.สัมมน โฉมฉาย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ผู้สูงอายุหกล้ม อุบัติเหตุที่ดูเหมือนจะเล็ก แต่ไม่เล็กสำหรับผู้สูงวัย เพราะการหกล้มของผู้สูงอายุส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด และอาจส่งผลถึงชีวิตของผู้สูงวัยในระยะยาวอีกด้วย แต่เราสามารถป้องกันอุบัติเหตุนี้ได้

ผู้สูงอายุหกล้มมีสาเหตุจากอะไร

ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าคนวัยอื่นหลายเท่าตัว และในผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงและทรงตัวได้ไม่ดีพอ โดยในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้ม 28-35% ส่วนในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้นเป็น 32-42% ไม่เพียงเท่านั้น จากสถิติเกี่ยวกับการบาดเจ็บของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากการหกล้มสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วยผู้สูงอายุหกล้มส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

หากผู้สูงอายุหกล้ม จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ เกิดการกระแทก และมีอาการบาดเจ็บตามมา อาจบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บรุนแรง และรุนแรงที่สุดคือเสียชีวิต โดยปัญหาการหกล้มเกิดมากกับผู้สูงอายุ และมีความอันตรายมากกว่าคนวัยอื่น จากสถิติยังพบว่ามีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการหกล้มเฉลี่ย 3 คนต่อวัน แต่ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันและแก้ไขได้หากเข้าใจถึงความเสี่ยงและการดูแลที่เหมาะสม

นอกจากส่งผลกระทบต่อชีวิตและร่างกายภายนอกของผู้สูงอายุแล้ว การที่ผู้สูงอายุหกล้มยังส่งผลกระทบถึงจิตใจของผู้สูงอายุเองด้วย เพราะทำให้เกิดความกังวล ขาดความมั่นใจในการเดิน กลัวการหกล้ม อาจเกิดภาวะซึมเศร้าทำให้ช่วยเหลือตัวเองได้ลดลง รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจของคนรอบข้าง เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล ถ้าหากมีภาวะแทรกซ้อน อาจทำให้ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลนานขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุหกล้ม

สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1. ปัจจัยภายในที่มาจากร่างกายของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น สภาพร่างกายที่เสื่อมถอยตามวัย โรคประจำตัว ผลข้างเคียงจากการกินยารักษาบางชนิด

  • สมองประมวลผลช้าลง คิดช้า การตัดสินใจช้า
  • ปฏิกิริยาตอบสนองช้า การเคลื่อนไหวช้าลง
  • สายตาไม่ดี
  • หน้ามืดวิงเวียนง่าย
  • กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอ่อนแอลง ข้อต่อตึงแข็ง ไม่คล่องตัวเหมือนก่อน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อรีบเข้าห้องน้ำทำให้เสี่ยงหกล้มง่าย
  • การกินยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ยารักษาอาการชักและปวดเส้นประสาท ยาคลายวิตกกังวล ยานอนหลับ ยารักษาอาการเวียนหัวบ้านหมุน ยารักษาปัสสาวะขัด ยารักษาอาการทางจิต
  • โรคที่มักจะมาเยือนเมื่อถึงวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน ฯลฯ

ดูแลทำความสะอาดพื้นบ้านไม่ให้เปียกหรือมีสิ่งของกีดขวางจนเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุหกล้มได้

2. ปัจจัยภายนอกมาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้สูงอายุ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัยที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบากกว่าคนวัยหนุ่มสาว และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการหกล้มได้ง่าย

  • พื้น : ลื่น ขรุขระ ต่างระดับ มีธรณีประตู ทางเดินลาดชันมาก มีน้ำขัง
  • บันได : ขึ้นลงไม่สะดวก วางของกีดขวางทาง
  • มีสิ่งกีดขวางทางเดิน : โต๊ะเก้าอี้ที่มีส่วนยื่นออกมา พรมเช็ดเท้า สายไฟ บ้านรกวางของระเกะระกะบนพื้น
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ : บริเวณที่ใช้งานหรือเดินผ่านเป็นประจำ โดยเฉพาะ บันได
  • เก็บของไว้ที่สูง : ต้องเอื้อมหยิบหรือใช้เก้าอี้ปีน
  • สัตว์เลี้ยง : นอนขวางทางเดิน กระโจนใส่
  • กระจกใสขนาดใหญ่ : อาจเดินชน
  • มีบ่อน้ำ : หกล้มตกบ่อ

ผู้สูงอายุหกล้มป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้

แม้ว่าผู้สูงอายุหกล้มจะเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราก็มีวิธีป้องกันเบื้องต้นได้ ทั้งในด้านปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังต่อไปนี้

ป้องกันผู้สูงอายุหกล้มจากปัจจัยภายใน/ดูแลสุขภาพร่างกาย

  1. นอนหลับพักผ่อน กินอาหารให้พอเพียงและกินเป็นเวลา เพื่อป้องกันอาการหน้ามืดเป็นลม
  2. ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและกระดูก สร้างความยืดหยุ่นข้อต่อ และช่วยให้การทรงตัวดี ถ้ามีปัญหาสุขภาพปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม
  3. ควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เช่น ควบคุมระดับความดันโลหิต ควบคุมเบาหวานโดยการคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ระมัดระวังการกินยา สอบถามกับแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา

หมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันการหกล้มได้

ระมัดระวังการเคลื่อนไหว

  1. มีสมาธิใส่ใจในสิ่งที่ทำ ทำทีละเรื่อง
  2. อย่ารีบร้อนเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ค่อยๆ ลุกจากเตียง ดูเก้าอี้ก่อนนั่ง เดิน ไม่วิ่ง
  3. มองก่อนก้าวขึ้น-ลง ดูสภาพพื้นก่อนก้าวเดิน
  4. งดปีนป่ายหยิบของจากที่สูง หรือปีนซ่อมแซมบ้าน ตัดต้นไม้

ป้องกันผู้สูงอายุหกล้มจากปัจจัยภายนอกปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

1. ห้องนอน ควรให้ผู้สูงอายุพักอาศัยในบริเวณห้องชั้นล่างเพื่อเลี่ยงการขึ้นบันไดที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

  • ไม่นอนบนพื้น อาจปวดข้อ หรือวิงเวียนหน้ามืด ทำให้เสียการทรงตัว
  • ใช้เตียงสูงระดับข้อพับเข่าเพื่อลุกนั่งสะดวก ไม่มีขอบแหลมคม ฟูกไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป
  • สวิตช์ไฟเปิดปิดสะดวก อยู่ในจุดใกล้เตียงนอน ใกล้ประตู
  • อยู่ชั้นล่าง เพื่อเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ
  • มีบริเวณเดินสะดวก

2. ห้องน้ำ ควรติดตั้งราวจับในห้องน้ำและทางเดินเพื่อให้ผู้สูงอายุใช้เกาะพยุงตัวป้องกันการหกล้ม

  • พื้นต้องไม่ลื่น
  • มีราวจับตามจุดต่างๆ
  • อุปกรณ์ใช้งานสะดวก
  • ประตูเปิดออกด้านนอก หรือใช้บานเลื่อน

3. ห้องครัว

  • อุปกรณ์การใช้งานต่างๆ หยิบได้ง่าย ไม่ต้องก้ม เอื้อมไกล หรือเอื้อมข้ามเตา
  • มีเก้าอี้ให้นั่งพัก
  • แสงสว่างพอเพียง
  • พื้นไม่ลื่น

4. ห้องนั่งเล่น

  • เครื่องเรือนมีความแข็งแรงมั่นคง ไม่มีส่วนใดยื่นออกมา งดใช้เก้าอี้โยก

5. สภาพแวดล้อมในบ้าน

  • พื้นเรียบเสมอกัน ไม่ลื่น ไม่ขรุขระ ไม่ใช้พื้นต่างระดับ ไม่มีธรณีประตู ทางไม่มีจุดลาดชันมากเกินไป ไม่มีน้ำขัง
  • จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่มีของวางกีดขวางทางเดิน พรม หรือสายไฟบนพื้น
  • ติดไฟให้มีแสงสว่างมองเห็นชัดในจุดที่มักละเลย เช่น บันได และทางเดิน
  • บันได ไม่วางสิ่งของ มีราวจับ
  • ติดราวจับช่วยพยุงตัวภายในห้องน้ำ หรือภายในบ้าน ตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกายผู้สูงอายุ

6. อื่นๆ

  • ใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น สวมแว่นสายตา ไม้เท้าช่วยพยุง ไม้ช่วยใส่รองเท้า เครื่องช่วยฟัง ติดตั้งอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ติดอุปกรณ์กันกระแทก
  • ใช้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่ช่วยให้มีความคล่องตัว ใส่สบาย ไม่มีการตกแต่งรุงรัง หรือมีน้ำหนักมาก

นอกจากนี้ น่าจะดีกว่าหากผู้สูงอายุที่คุณรักจะได้รับการดูแลโดยผู้ดูแลที่จัดส่งจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่มีมาตรฐาน เพื่ออยู่เป็นเพื่อน และดูแลพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการหกล้มที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุได้ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลCaregiverThai.com
Cr : Thairath

ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ดูแลต้องรับหน้าที่หนักหลายด้าน หลายครอบครัวที่มีผู้สูงอายุในบ้านอาจมีความกังวลเรื่องการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม เพราะมักเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ ทำให้ผู้ที่เป็นมีภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ จึงเกิดอาการหลงลืม การใช้ภาษาผิดปกติ และพฤติกรรมรวมถึงอารมณ์เปลี่ยนไป โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นภวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉลี่ยผู้ที่ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์จะอยู่ได้นาน 8-10 ปี

สาเหตุของโรคนั้นมีอยู่หลายประการ ได้แก่พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคนี้ หรือการได้รับอุบัติเหตุทางสมองทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วยเช่นกัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือด เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง และการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินบี 1, วิตามินบี 12 เป็นต้น

สมองเสื่อมกับอาการเริ่มแรก

อาการเริ่มแรก มักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่นาน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่าๆ ในอดีตจะยังดีอยู่ ผู้ป่วยอาจถามซ้ำๆ หรือพูดซ้ำในเรื่องที่เพิ่งคุยกัน และอาจมีอาการอื่นๆ เช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ สบสนเรื่องเวลา สถานที่ หลงทิศทาง นึกคำพูดไม่ค่อยออก หรือใช้คำพูดผิดๆ แทน

อารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่สามารถมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ได้ ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยนแปลง จนทำให้เกิดปัญหาต่อการทำงานและกิจวัตรประจำวัน ซึ่งการที่จะเห็นการเปลียนแปลงได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถเดิม การศึกษา แหละหน้าที่เดิมของผู้ป่วย รวมถึงความช่างสังเกตและเอาใจใส่ของญาติด้วย

ระยะของโรคอัลไซเมอร์

  1. ระยะก่อนสมองเสื่อม  ผู้ป่วยมีความบกพร่องทางการเรียนรู้เล็กน้อย มีปัญหาในการจดจำข้อมูลใหม่ ไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ได้ แต่ยังสามารถดำเนินชวิตประจำวันได้ปกติ
  2. สมองเสื่อมระยะแรก สูญเสียความจำในระยะสั้น ความจำใหม่หรือความจำที่เพิ่งเรียนรู้มา ใช้เวลาในการทำกิจวัตรประจำวันนานกว่าเดิม
  3. สมองเสื่อมระยะปานกลาง ลืมและสับสนมากขึ้น ทำกิจกรรมเดิมซ้ำๆ การพูดและการใช้ภาษาจะบกพร่องชัดเจน
  4. สมองเสื่อมระยะสุดท้าย สูญเสียความทรงจำในระยะสั้นและยาว การใช้ภาษาลดลงอย่างมาก การทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ จะลดลง ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ทางการแพทย์จะมียาที่ช่วยควบคุมอาการป่วยไม่ให้แย่ลง นอกจากนี้คนรอบข้างหรือคนในครอบครัวคือส่วนสำคัญที่สุด ที่จะช่วยรักษาผู้ป่วยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข หลักการดูแลรักษาอัลไซเมอร์มี 4 บ ได้แก่

  1. บอกเล่า คือบอกให้ผู้ป่วยทราบว่าจะทำหรือให้ทำอะไร ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
  2. เบี่ยงเบน คือหลีกเลี่ยงการโต้เถียง และไม่ต้องชี้แจงเหตุผล พยายามดึงจุดสนใจไปสู่กิจกรรมที่คุ้นเคยและรื่นรมย์
  3. บอกซ้ำ คือเล่าให้ฟังว่าจะทำอะไรต่อไปด้วยท่าทีและน้ำเสียงเป็นมิตร ถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดหรือทำไม่ได้ก็ต้องหยุด
  4. แบ่งเบา/บำบัด คือสิ่งแวดล้อมต้องสงบ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่มากเกินไป และดำเนินกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นระเบียบ

อัลไซเมอร์ โรคที่ต้องการความเข้าใจที่สำคัญที่สุดในหลักการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็คือ “ความเข้าใจ” คนในครอบครัวหรือผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจว่าผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานจากผู้ดูแลอย่างแท้จริง และคนไข้ไม่ได้แกล้งทำ ผู้ดูแลต้องทำใจยอมรับ อดทน และไม่ทอดทิ้ง ดูแลด้วยความรักความเข้าใจ พยายามให้กำลังใจผู้ป่วย และผู้ดูแลเองก็ต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง เพราะการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ อาจก่อให้เกิดความเครียดหรือปัญหาด้านอารมณ์ หากผู้ดูแลรู้สึกเหนื่อยควรหยุดพักและให้ผู้อื่นมาดูแลแทน

การเลือกใช้บริการจากศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะจะช่วยลดความเครียดของญาติที่ต้องรับรู้ถึงอาการที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ คอยรับอารมณ์ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยจากการที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จนไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตัวเองแล้ว การดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่บ้านยังช่วยให้ญาติได้พูดคุย มีปฎิสัมพันธ์ และสามารถติดตามอาการของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดในทุกวันด้วยค่ะ

Cr : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, Rama channel (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)

5 วิธีดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ ให้สดใสร่าเริง ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุมีภาวะโรคซึมเศร้ามาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ บางคนต้องอยู่คนเดียว บางคนต้องไปอยู่สถานพักฟื้นคนชรา หรือบางคนก็ต้องอยู่กับลูกหลานเด็กเล็ก ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสภาพอารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจของผู้สูงอายุทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย ก็ส่งผลให้มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายต่อสิ่งที่มากระทบจิตใจ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือคนที่ดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องทำความเข้าใจ และรู้จักวิธีการปฏิบัติ เพื่อดูแลสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ ให้มีสุขภาพจิตที่ดีด้วย

ปัญหาด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปัญหาด้านความเครียด, ปัญหาด้านความวิตกกังวล, ความรู้สึกลูกหลานไม่รัก ไม่เคารพ, ความรู้สึกการถูกทอดทิ้ง และความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ยังส่งผลก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ด้วย หรือส่งผลอาการบางอย่างได้ เช่น การนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยาก หรือทำให้อารมณ์หงุดหงิดง่าย ไม่แจ่มใส เป็นต้น

5 วิธีดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ

สำหรับการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ยากหรือซับซ้อน สิ่งสำคัญ คือ ต้องอาศัยความเข้าใจในภาวะอารมณ์ของผู้สูงอายุ ต้องมีความอดทนสูง และการยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของผู้สูงอายุ ที่บางครั้งอาจจะมีอารมณ์หรือพฤติกรรมเหมือนกับช่วงวัยเด็ก เช่น การดื้อรั้น อาการขี้น้อยใจ เป็นต้นผู้ที่ดูแลหรือบุคคลในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจหลักการดูแลสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ

เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับสภาวะทางอารมณ์ขุ่นมัว ความรู้สึกเศร้า หรือเสียใจ การเลือกใช้บริการศูนย์จัดส่งผู้ดูแลที่บ้านหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่มีมาตรฐาน จัดส่งผู้ดูแลที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระนี้ของครอบครัว โดยแนวทางการดูแลสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. ดูแลสภาพจิตใจภายใน

หมั่นให้ความรักและความอบอุ่นกับผู้สูงอายุ ทั้งการพูดและการกระทำ ผู้ทำหน้าดูแลหรือบุคคลในครอบครัว ต้องหมั่นพูดคุยอย่างใกล้ชิด พยายามสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้สูงอายุ รวมถึงหาเวลาว่างหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น รับประทานอาหาร ทำบุญ ท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอุ่นใจ รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและมีความสำคัญนอกจากนี้

ต้องระมัดระวังคำพูดและท่าทางที่แสดงออกต่อผู้สูงอายุ ไม่แสดงความรำคาญ ไม่ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แม้ผู้สูงอายุจะดื้อหรือเอาแต่ใจ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ ผ่อนคลาย และปล่อยวาง รวมทั้งสามารถปรับตัวและยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง รวมถึงเรื่องความตาย ผ่านการควบคุมลมหายใจ ฝึกคิดอย่างยืดหยุ่นและคิดบวก

2. ส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุจำนวนมาก จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความสำคัญ แถมบางคนยังมองว่าตัวเองเป็นภาระให้กับลูกหลาน ซึ่งความคิดเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า จิตใจห่อเหี่ยว ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องหาวิธีการที่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกภาคภูมิใจและมีความเชื่อมั่นในตนเอง ด้วยการปล่อยผู้สูงอายุพยายามช่วยเหลือตนเองในเรื่องง่ายๆ เช่น กิจวัตรประจำวัน หรืองานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เกินกำลังและไม่เป็นอันตราย

3. ส่งเสริมการเข้าสังคม

ผู้สูงอายุมักจะมีอารมณ์เหงา เพราะไม่ได้ออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือบุคคลภายนอกมากนัก การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือกลุ่มวัยอื่นๆ เพื่อพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รู้สึกผ่อนคลาย ลดปัญหาการเก็บตัวหรือปลีกวิเวกจากสังคมได้นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกสนุกสนาน ด้วยการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จิตใจสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า อาทิ การเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรืองานอดิเรกที่ชอบ เช่น เปตอง รำวง เต้นแอโรบิก เป็นต้น จะช่วยผ่อนคลาย และลดความเครียดได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

4. การฝึกสมองระบบความคิด

ปัญหาที่มักเกิดกับผู้สูงอายุคือ ภาวะความจำเสื่อม หรือสมองเสื่อม ดังนั้น การฝึกให้ผู้สูงอายุเล่นเกมที่ช่วยฝึกฝนด้านความจำหรือฝึกสมอง เช่น หมากรุก อักษรไขว้ ต่อคำ ต่อเพลง คิดเลข หรือการจดจำข้อมูลต่างๆ เช่น วัน เวลา สถานที่ บุคคล หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น จะช่วยลดการเกิดปัญหาดังกล่าว และยังส่งเสริมความสามารถของผู้สูงอายุด้านความจำ การฝึก การวางแผน และการแก้ไขปัญหาเพื่อชะลอความเสื่อมของสมองในด้านต่างๆ ด้วย

5. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง

การมีร่างกายที่แข็งแรง ดูแบบผิวเผินอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพอารมณ์เท่าไรนัก แต่ความจริงแล้ว การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง กระฉับกระเฉง ทำอะไรได้คล่องแคล่ว จะส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะการที่ผู้สูงอายุทำอะไรได้ด้วยตนเอง เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของลูกหลาน

แถมการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ก็ยังทำให้ระบบฮอร์โมนและระบบการทำงานภายในร่างกายดีขึ้นกว่าการไม่ออกกำลังกายด้วย ผู้สูงอายุบางคนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับ การออกกำลังกายก็ยังจะช่วยทำให้หลับได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น จึงควรหมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย


การดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ จำเป็นจะต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ความอดทน และการยอมรับ กับสภาพทางร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุที่ไม่เหมือนเดิม จึงมีคำพูดว่าผู้สูงอายุ มีนิสัยเหมือนเด็ก ผู้ที่ดูแลและบุคคลในครอบครัวจึงต้องเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เพื่อดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ให้แจ่มใส่ สุขภาพจิตดีอยู่เสมอ และลดปัญหาด้านอื่นๆ ที่อาจจะตามมาภายหลังได้

อ้างอิง: กรมสุขภาพจิต, กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

Cr : Thairath

การป้องกันอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ เริ่มง่าย แค่ปรับไลฟ์สไตล์

เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายย่อมเสื่อมลง โดยเฉพาะสมองและความจำ ซึ่งหนึ่งโรคยอดฮิตในผู้สูงอายุคือ โรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม และส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่นอกจากโรคอัลไซเมอร์แล้ว ภาวะสมองเสื่อมยังมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง

หากอยากให้สมองยังแอคทีฟ แนะนำให้ชาว Gen ยัง Active ป้องกันอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดได้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อมด้วย 11 เคล็ดลับป้องกันอัลไซเมอร์ ที่ทำตามได้ไม่ยาก

  1. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ
    การออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นเวลา 30-50 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ซึ่งควรเริ่มทำตั้งแต่วัยกลางคนก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะมีสมรรถภาพการทำงานของสมองดีกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและระบบการไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
  2. เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
    อาหารที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารมันจัด โดยเฉพาะอาหารจากไขมันอิ่มตัว แล้วหันมารับประทานอาหารบำรุงสมอง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี และปลาที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่สำหรับบำรุงสมอง
  3. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
    ผู้สูงอายุควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยให้สมองสามารถจัดเก็บความจำเป็นระบบ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงการนำความจำเก่ากลับมาใช้ มีสมาธิมากขึ้น สมองปลอดโปร่ง ทำให้คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาได้ดี ส่วนผู้ที่มีปัญหาด้านการนอนหลับควรรีบได้รับการแก้ไข เช่น ผู้ที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจในระหว่างการนอน เนื่องจากคุณภาพการนอนที่แย่จะส่งผลเสียต่อสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม
  4. ทำกิจกรรมเสริมการเรียนรู้
    ฝึกสมอง การคิดอ่าน และความจำ ด้วยกิจกรรมผู้สูงอายุที่ประกอบไปด้วย 5 สิ่งนี้
    1) เป็นกิจกรรมที่ชอบ
    2) เป็นกิจกรรมที่ได้ออกกำลังกายไปในตัว
    3) เป็นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับผู้อื่น
    4) เป็นกิจกรรมที่ได้ทำเป็นประจำ
    5) เป็นกิจกรรมที่ได้ฝึกสมอง
    โดยกิจกรรมที่อยากแนะนำ คือ เต้นลีลาศ เต้นแอโรบิก รำมวยจีน ร้องคาราโอเกะ เล่นกีฬาเปตอง
  5. เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น
    เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม เช่น ชมรมผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด พบปะผู้คนใหม่ๆ หรือสานสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงที่ห่างหายกันไปนาน
  6. ทำจิตใจให้เบิกบาน
    วัยสูงอายุต้องใส่ใจสุขภาพจิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคซึมเศร้า นอนไม่หลับ หรือสมองเสื่อม ดังนั้นควรมองชีวิตในแง่ดี หางานอดิเรกที่ช่วยให้เพลิดเพลิน สบายใจ ผ่อนคลาย มีความสุข และมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร เดินทางท่องเที่ยว
  7. ควบคุมน้ำหนักตัว
    ผู้สูงอายุควรดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยควบคุมน้ำหนักให้มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ระหว่าง 18.5 – 22.99 ซึ่งคำนวนได้จากสูตร “น้ำหนักตัว [กิโลกรัม] ÷ ส่วนสูง [เมตร] ยกกำลังสอง” เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดที่นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม
  8. ไม่สูบบุหรี่ งดหรือลดแอลกอฮอล์
    การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินและสารพิษที่ส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติของระบบสมอง เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ที่สามารถดูดซึมผ่านหลอดเลือดเข้าไปทำลายเซลล์สมองได้
  9. ตรวจสุขภาพประจำทุกปี
    หากพบความผิดปกติ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สายตาบกพร่องหรือการได้ยินบกพร่อง ก็ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามการแนะนำของแพทย์
  10. หลีกเลี่ยงการใช้ยากดการทำงานของสมอง
    โดยสังเกตข้อบ่งใช้ที่เขียนไว้บนฉลากยาว่า ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม มึนงง และไม่ควรใช้ยาก่อนขับขี่ยานพาหนะ หรือขณะทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร เช่น ยาแก้แพ้ชนิดง่วง ยาคลายกล้ามเนื้อ เนื่องจากเป็นยาที่อาจกดการทำงานของสมอง
  11. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ
    การป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีหลายรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะมากกว่าคนที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อม

การป้องกันอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือด สามารถทำได้ไม่ยาก โดยเน้นเรื่องการดูแลพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อมในอนาคต แต่หากคุณมีผู้สูงอายุที่กำลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์อยู่ในตอนนี้ การเลือกใช้บริการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านที่มีมาตรฐาน จัดส่งผู้ดูแลที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรม เพื่อช่วยดูแลและแบ่งเบาหน้าที่การดูแลผู้สูงอายุ ก็จะช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของญาติจากการดูแลได้ค่ะ

เรียบเรียงโดย : ศ. นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โพรไบโอติกส์คืออะไร? ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลที่บ้าน ชวนมาทำความรู้จักและเข้าใจเพื่อเสริมความแข็งแรงให้สุขภาพในวัยสูงอายุ

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คืออะไร

โพรไบโอติกส์ เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ได้แก่ แบคทีเรียบางชนิด และยีสต์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของการทำงานของลำไส้ และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์เหล่านี้สามารถพบได้ตามธรรมชาติในลำไส้ของมนุษย์ และยังมีอยู่ในอาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดโพรไบโอติกส์ ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และส่งเสริมสุขภาวะของมนุษย์ ตัวอย่างของจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่

  • แบคทีเรียสายพันธุ์ Lactobacillus ได้แก่ Lactobacillus casei, Lactobacillus rhamnosus, Lactobacillus bulgaricus, Lactobacillus reuteri และ Lactobacillus acidophilus
  • แบคทีเรียสายพันธุ์ Bifidobacterium ได้แก่ Bifidobacterium bifidum
  • ยีสต์ที่ไม่ก่อโรค ได้แก่ Saccharomyces boulardii

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) และซินไบโอติกส์ (Synbiotics) แตกต่างกันอย่างไร

พรีไบโอติกส์ เป็นอาหารที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของ โพรไบโอติกส์ ได้แก่ ใยอาหารจากพืชผักชนิดต่างๆ เช่น หัวหอม ถั่วเหลือง และสารอาหารอื่นๆ ได้แก่ น้ำตาลในนมซินไบโอติกส์ เป็นส่วนผสมของ โพรไบโอติกส์ และพรีไบโอติกส์ ตัวอย่างของซินไบโอติกส์ ได้แก่ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต

โพรไบโอติกส์มีประโยชน์กับผู้สูงอายุอย่างไร

ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาทางสุขภาพต่างๆ ได้แก่ ความผิดปกติของการขับถ่าย ระบบภูมิคุ้มกันต่ำลงกว่าวัยหนุ่มสาว และเป็นโรคไม่ติดต่อต่างๆโพรไบโอติกส์ให้ประโยชน์ผ่านกลไกต่างๆ ช่วยรักษาสภาวะสมดุลของลำไส้โดยการแข่งขันและจำกัดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ดังนั้นจึงช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ นอกจากนี้โพรไบโอติกส์อาจผลิตสารต้านจุลชีพ เสริมสร้างการทำงานของผนังกั้นทางเดินอาหาร ปรับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน และช่วยในการสลายส่วนประกอบของอาหารบางชนิด

โดยประโยชน์ต่างๆ ที่มีหลักฐานจากการวิจัยทางการแพทย์มีดังนี้

ผลต่อระบบทางเดินอาหาร

ช่วยฟื้นฟูสมดุลตามธรรมชาติของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร นอกจากนี้โพรไบโอติกส์ อาจบรรเทาอาการผิดปกติ ของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด มีแก๊ส และท้องผูก ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ นอกจากนี้การวิจัยแสดงให้เห็นว่า โพรไบโอติกส์ สามารถช่วยรักษาสุขภาพของผนังกั้นลำไส้ ป้องกันแบคทีเรียที่เป็นอันตรายไม่ให้ซึมผ่านเยื่อบุลำไส้และทำให้เกิดการอักเสบ

ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

รักษาสมดุลของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ การวิจัยพบว่า โพรไบโอติกส์ ช่วยเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน โดยกระตุ้นการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมการตอบสนองของภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง การบริโภค โพรไบโอติกส์ เป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

ผลต่อกระดูก

โพรไบโอติกส์ บางสายพันธุ์อาจมีบทบาทในการชะลอการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการรักษาความแข็งแรงของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน ลดการอักเสบ

ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

โพรไบโอติกส์ บางสายพันธุ์ เช่น Lactobacillus acidophilus และ Bifidobacterium longum ช่วยลดความดันโลหิตและปรับปรุงระดับไขมัน เช่น LDL มีการวิจัยพบว่า โพรไบโอติกส์ ลดการอักเสบดังแสดงด้วยการลดค่า h-CRP อย่างไรก็ตาม ยังไม่แนะนำให้ใช้ โพรไบโอติกส์ ทดแทนยาแผนปัจจุบันในการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลต่อสุขภาพจิต

จุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการผลิตสารสื่อประสาทและสารประกอบอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของสมอง ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอารมณ์ และการลดลงของการรับรู้และความเข้าใจ โพรไบโอติกส์ ช่วยคืนความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งอาจช่วยลดความเครียด และในผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairments: MCI) โพรไบโอติกส์มีผลเพิ่มการทำงานด้านเชาวน์ปัญญาของสมอง (Cognitive Function) และทำให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น

ผลต่อความเสื่อมของระบบประสาท

โพรไบโอติกส์อาจมีคุณสมบัติในการชะลออาการจากความเสื่อมในระบบประสาท เช่น การสูญเสียการทำงานด้านเชาวน์ปัญญาของสมองและความจำ

ผลต่อการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

โพรไบโอติกส์อาจเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย ลดการอักเสบที่เกิดจาก การออกกำลังกาย และสนับสนุนการฟื้นตัวหลังการออกกำลังกายได้จะเห็นว่า โพรไบโอติกส์มีประโยชน์มากมาย อย่างไรก็ตาม จากผลการรวบรวมข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ โพรไบโอติกส์ ในผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง โดยรวบรวมการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้โพรไบโอติกส์กับยาหลอกในผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 – พ.ศ.2562 จำนวน 17 การศึกษา เพื่อพิสูจน์ว่า โพรไบโอติกส์มีประโยชน์ด้านใด พบว่า โพรไบโอติกส์มีประโยชน์ต่อการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และส่งผลให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น

ก่อนใช้โพรไบโอติกส์ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ที่ดูแลท่านเป็นประจำ ก่อนที่จะเริ่มใช้โพรไบโอติกส์หรือสูตรอาหารเสริมใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งแพทย์จะประเมินสภาวะสุขภาพของท่าน รวมทั้งยาประจำตัวที่ท่านใช้อยู่ และให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้โพรไบโอติกส์ เป็นไปอย่างปลอดภัยและเหมาะสม

เรียบเรียงโดย : รศ. นพ.สัมมน โฉมฉาย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ภก. ธนพล นิ่มสมบูรณ์ หัวหน้าหน่วยข้อมูลยาและพิษวิทยา
งานวิชาการเภสัชกรรม ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ในปัจจุบันด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้สูงอายุหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งในด้านของการออกกำลังกาย การทานอาหารเพื่อสุขภาพ และมีผู้สูงอายุหลายท่านหันมาบริโภคอาหารเสริม เห็นได้จากการเติบโตของธุรกิจอาหารเสริม รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อจากแบรนด์อาหารเสริมต่างๆ ที่พบเห็นได้ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ โซเชียลมีเดีย การรีวิวสินค้าจากเหล่าคนดัง หรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเพื่อนๆ ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเกิดความสนใจ และเลือกอาหารเสริมเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตัวเอง 

ทั้งนี้ หากเลือกทานอาหารเสริมที่ไม่ตรงกับความต้องการของร่างกาย หรือทานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี อาจก่อให้เกิดผลเสียกับร่างกายมากกว่าจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพ เราจึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำในการบริโภคอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงเชื่อโฆษณาจากแบรนด์ต่างๆโดยง่าย 

ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านขอแนะนำข้อมูลหลักๆ ที่ผู้สูงอายุควรทราบ เพื่อตัดสินใจซื้อ อาหารเสริมแต่ละประเภทนั้น ต้องดูตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เราจะบริโภคว่า เป็นอาหารเสริมประเภทไหน? มีสารอะไรเป็นส่วนประกอบสำคัญบ้าง? ซึ่งส่วนประกอบหลักในอาหารเสริม ส่วนใหญ่มักจะมีวิตามิน กรดอะมิโน กรดไขมัน แร่ธาตุ สารสกัดจากพืชและสัตว์ เป็นส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์นั้น

นอกจากนี้ ยังมีสารเข้มข้นต่างๆ ได้แก่ สารเมตาโบไลท์ สารสกัดจากสมุนไพร สารสังเคราะห์เลียนแบบมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ รูปแบบก็มีหลากหลายทั้ง เม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ในรูปแบบอาหารตามปกติ เพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบรนด์อาหารเสริมเหล่านี้ มักมีการโฆษณาชวนเชื่อในด้านของสรรพคุณว่าช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดไหน ก็ต้องผ่านการตรวจสอบ และควบคุมส่วนประกอบตามที่กฎหมายระบุทั้งหมด เช่น ปริมาณของจุลินทรีย์ ปริมาณสารพิษตกค้าง ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ ที่ไม่เกินความต้องการของร่างกาย ตลอดจนถึงการใช้ภาชนะที่ได้มาตรฐานมาบรรจุ อาหารเสริม และติดฉลากของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังต้องได้รับการอนุมัติและขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคจริงๆ

ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค จึงควรทราบข้อมูลบนฉลากอาหารเสริม ดังนี้

  • ชื่ออาหาร 
  • เลขที่ผลิตภัณฑ์
  • ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า 
  • ชื่อและปริมาณของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บรรจุ 
  • ชื่อและปริมาณของส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และส่วนประกอบที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณ 
  • มีข้อความชัดเจนว่า “การได้รับสารอาหารต่างๆ นั้น ควรได้จากการบริโภคอาหารหลักที่หลากชนิด ครบทั้ง 5 หมู่ และเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ”

โดยเราจะต้องดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบรนด์นั้น มีการระบุคำแนะนำ วิธีการบริโภค วันที่ผลิต และวันหมดอายุ คำเตือนการบริโภค กำหนดไว้อย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันอาการแพ้ยา หรือเกิดผลเสียต่อสุขภาพของเราในระยะยาวนั่นเอง

4 ขั้นตอนในการเลือกซื้ออาหารเสริมให้ปลอดภัยมากที่สุด 

1. เช็คให้แน่ใจก่อนว่า  อาหารเสริมอาหารจำเป็นต่อสุขภาพของเราหรือไม่

เพราะการทานอาหารเสริมนั้น เป็นเพียงการเพิ่มสารอาหารให้กับร่างกาย แต่ไม่สามารถทานแทนอาหารมื้อหลักได้ เมื่อเราคำนวนแล้ว หากพบว่าร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน ก็ไม่มีความจำเป็นในการบริโภคอาหารเสริมเลย เพราะหากผู้สูงอายุได้รับสารอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต่างๆ อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอันตรายจนถึงชีวิตได้

ภาพที่วาง.png

2. อาหารเสริม มีประโยชน์จริงหรือไม่

แม้เราจะได้ยินมาว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายแบรนด์ อ้างว่าสามารถบรรเทาอาการปวด รักษาโรค บำบัดโรคมะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น อาหารเสริมเหล่านี้ไม่มีผลในการรักษาทางการแพทย์เลย หากผู้สูงอายุได้รับข้อมูลนอกเหนือจากที่ระบุข้างฉลาก สามารถสอบถามสายด่วน อย. (เบอร์โทรศัพท์ 1556) หรือสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอดภัยหรือไม่

3. อาหารเสริม มีความปลอดภัยหรือไม่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดอาการแพ้ยาได้เช่นเดียวกับยารักษาโรคทั่วไป เราสามารถสังเกตได้จากประโยค “เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน” ที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ 

4. อาหารเสริม มีราคาเหมาะสมไหม

เมื่อพิจารณาจากประโยชน์และความจำเป็นในการบริโภค ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงประเมินความเสี่ยงที่อาจได้รับการรับประทานแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ผู้สูงอายุควรคำนึงไม่แพ้กัน คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนี้ มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพที่เราจ่ายไปหรือไม่ โดยผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบคุณภาพขอผลิตภัณฑ์ (เลขใบสำคัญ หรือเลขสารบบอาหาร) ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์แบรนด์นี้ ผ่านการรับรองคุณภาพโดย อย. มาแล้วจริงๆ นอกจากนี้ ยังมีวิธีตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์นี้ ได้รับอนุญาตจาก อย. จริงหรือไม่ โดยดูได้จาก ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อผู้ได้รับอนุญาติ สถานที่ผลิตเพื่อป้องกันการสวมรอยเลข อย.ปลอม โดยเราสามารถตรวจสอบเลขที่ผลิตภัณฑ์ จากหลายช่องทาง ได้แก่

  • สายด่วน อย. โทร 1556 
  • เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th
  • เว็บไซต์ www.oryor.com
  • Line : FDAthai
  • Oryor Smart Application

  Cr : คลินิกผู้สูงวัยสุขภาพดี  

บริการจัดส่งผู้ดูแล-เฝ้าไข้ผู้ป่วย ทั้งแบบประจำที่บ้านและเมื่อต้องนอนพักที่โรงพยาบาล ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ให้บริการจัดหาผู้ช่วยดูแลเมื่อคนที่คุณรักต้องเจ็บป่วย ทั้งแบบประจำและแบบไป – กลับ รายวันและรายเดือนในราคามิตรภาพ

เป็นเพื่อนพูดคุย ดูแลจัดเตรียมจัดยา อาหาร เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า (ป้อนหรือฟีดอาหารตามอาการ) ดูดเสมหะ (กรณีผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยาง) ดูแลทำความสะอาดร่างกาย ดูแลทำความสะอาดเรื่องการขับถ่าย พลิกตัว ทำแผล ช่วยทำกายภาพบำบัด

ประเภทของผู้ป่วย

ถ้าคุณไม่มีเวลาในการดูแลผู้ป่วย โปรดให้ท่านไว้ใจในบริการของเราศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน  เรามีผู้เชี่ยวชาญผ่านการฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยมาโดยตรง ในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  1. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ คือ ผู้ป่วยนอนติดเตียงตลอดเวลาไม่สามารถทำภารกิจส่วนตัว ไม่สามารถเคลื่อนไหวและสนทนาได้ตามปกติ
  2. ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ คือ ผู้ป่วยที่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ แต่ต้องการผู้ดูแลเพื่อคอยเฝ้าระวังอาการป่วยที่เป็นอยู่

ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เฝ้าไข้ ทั้งที่บ้าน และโรงพยาบาล

  1. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  2. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยระยะพักฟื้น
  3. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน
  4. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง
  5. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์, อัมพาต
  6. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบ
  7. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยให้อาหารทางสายยาง เจาะคอ ดูดเสมหะ
  8. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมอง
  9. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยปิดทวารมาอยู่หน้าท้อง
  10. จัดส่งพนักงานดูแลผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว

หน้าที่โดยสังเขป

พนักงานดูแลผู้ป่วย อาบน้ำ เช็ดตัว จัดยา ป้อนอาหาร ให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ ทำอาหารปั่น ดูแลทำความสะอาดเรื่องขับถ่าย ทำแผล ช่วยทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น รวมไปถึงการพูดคุยสนทนา ทำความสะอาดบริเวณห้องนอน ซักผ้า ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ตามความเหมาะสม

  1. จัดยา เตรียมอาหาร
  2. อาบน้ำ-เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า
  3. ดูแลทำความสะอาดหลังขับถ่าย เปลี่ยนแพมเพิส
  4. ดูแลเรื่องความสะอาดของที่อยู่ของคนไข้ ร่างกาย เสื้อผ้า ของใช้ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย
  5. ดูแลเรื่องการขับถ่าย การนอนไม่เป็นเวลา การพลิกตัวตะแคง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ การทำแผลในกรณีคนไข้มีแผลกดทับ
  6. การทำกายภาพเบื้องต้น หรือนวดให้ผ่อนคลาย ชวนพูดคุยสนทนากับผู้สูงอายุ
  7. หน้าที่อื่นๆ เช่น เคาะปอด ดูดเสมหะ ให้อาหารทางสายยาง ให้ออกซิเจน พ่นยา ดูแลสายสวนและถุงปัสสาวะ ตามความเหมาะสมตามข้อตกลง
  8. คอยสังเกตอาการของผู้ป่วย และรายงานให้ญาติทราบ
  9. แจ้งญาติเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน และนำส่งโรงพยาบาล
  10. ผู้ดูแลทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน (กรณีจ้างรายวัน) และหยุดทุกวันอาทิตย์

ศูนย์บริการจัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุ เราเป็นสถานประกอบการที่ให้บริการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน บริการจัดส่งพนักงานผู้ดูแลทั้งแบบรายวัน เช้ามาเย็นกลับ หรือเลือกแบบรายเดือนในราคาที่จับต้องได้

ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เฝ้าไข้ ทั้งที่บ้าน และโรงพยาบาล

  1. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  2. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุระยะพักฟื้น
  3. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน
  4. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง
  5. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุอัมพฤกษ์, อัมพาต
  6. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุเส้นเลือดหัวใจตีบ
  7. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุที่ต้องให้อาหารทางสายยาง เจาะคอ ดูดเสมหะ
  8. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดในสมอง
  9. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุปิดทวารมาอยู่หน้าท้อง
  10. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุที่ไม่รู้สึกตัว

หน้าที่โดยสังเขป

พนักงานดูแลผู้สูงอายุ มีหน้าที่โดยสังเขป คือ ชวนพูดคุยสนทนา ป้อนอาหาร จัดยา ให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ ทำอาหารปั่น อาบน้ำ เช็ดตัว ดูแลเรื่องขับถ่าย ทำแผล ช่วยทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น ทำความสะอาดบริเวณห้องนอน ซักผ้า ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ตามความเหมาะสม

  1. จัดยา เตรียมอาหาร
  2. อาบน้ำ-เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า
  3. ดูแลทำความสะอาดหลังขับถ่าย เปลี่ยนแพมเพิส
  4. ดูแลเรื่องความสะอาดของที่อยู่ของคนไข้ ร่างกาย เสื้อผ้า ของใช้ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย
  5. ดูแลเรื่องการขับถ่าย การนอนไม่เป็นเวลา การพลิกตัวตะแคง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ การทำแผลในกรณีคนไข้มีแผลกดทับ
  6. การทำกายภาพเบื้องต้น หรือนวดให้ผ่อนคลาย ชวนพูดคุยสนทนากับผู้สูงอายุ
  7. หน้าที่อื่นๆ เช่น เคาะปอด ดูดเสมหะ ให้อาหารทางสายยาง ให้ออกซิเจน พ่นยา ดูแลสายสวนและถุงปัสสาวะ ตามความเหมาะสมตามข้อตกลง
  8. คอยสังเกตอาการของผู้ป่วย และรายงานให้ญาติทราบ
  9. แจ้งญาติเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน และนำส่งโรงพยาบาล
  10. ผู้ดูแลทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน (กรณีจ้างรายวัน) และหยุดทุกวันอาทิตย์