บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เท่านั้น ทางบริษัทไม่สามารถให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลได้ หากท่านมีความกังวล และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจในการดูแลผู้ป่วย เพราะโรคอัลไซเมอร์ไม่ใช่เพียงแค่อาการหลงลืมเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย ที่กระทบต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง บทความนี้จะกล่าวถึงปัญหา “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน” ซึ่งเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ผู้ดูแลหลายคนพบเจอ โดยบทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงสาเหตุและวิธีรับมือกับอาการเหล่านี้ค่ะ

  • ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน เป็นเพราะอะไร?
  • ถ้าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน หรือตื่นกลางดึก ต้องทำอย่างไร?
  • แก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน โดยไม่ใช้ยา
  • เลือกเตียงอย่างไร ให้เหมาะสมกับ “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์”

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน เป็นเพราะอะไร?

 อัลไซเมอร์ คือภาวะสมองเสื่อมประเภทหนึ่ง โดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ มักมีปัญหาไม่ยอมนอนหรือนอนไม่หลับเป็นประจำ จากการสำรวจพบว่า ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมที่มีอาการเริ่มต้นถึงปานกลาง มีปัญหาไม่ยอมนอนมากถึง 25% และอีก 50% เป็นผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมขั้นรุนแรง (ข้อมูลจากโรงพยาบาล Mayo Clinic, ประเทศสหรัฐอเมริกา)
         สาเหตุของการที่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอนในเวลากลางคืนนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถการันตีได้แน่นอนว่าเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงงของสมองซึ่งเกิดมาจากโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม อีกทั้งผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่จะมีนาฬิกาชีวิต (วงจรที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย) เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กินหรือนอนไม่เป็นเวลาที่ควรจะเป็น รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ดังนี้


ปัจจัยด้านโรคบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน

  • อาการซันดาวน์ (Sundown Syndrome) : เป็นพฤติกรรมที่มักเกิดในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม โดยผู้ป่วยจะนอนมากในช่วงกลางวันหรือบ่าย พอตกช่วงเย็นหรือค่ำๆ (พระอาทิตย์ใกล้ตกดินดิน) ผู้ป่วยจะแสดงอาการก้าวร้าว อาละวาด หรือวิตกกังวล จนในที่สุดช่วงกลางดึก ผู้ป่วยก็จะไม่ยอมนอน
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) : มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคซึมเศร้าทั่วไป เป็นอีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ถึง 40% เนื่องจากความผิดปกติของสมองและอารมณ์ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเศร้า ร้องไห้ สิ้นหวัง แต่จะมีอาการเป็น ๆ หายๆ ซึ่งอารมณ์ที่ไม่คงที่นี้ มักส่งผลทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ
  • โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) : เป็นโรคที่มีความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม เนื่องจากโรคส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ ส่งผลทำให้การนอนหลับผิดปกติ รวมทั้งยารักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์บางชนิด ก็มีผลต่อการนอนหลับของผู้ป่วยเช่นกัน โดยโรคนอนไม่หลับพบในผู้ป่วยอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมมากถึง 25-33%
  • โรคขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome) : ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่ขาจนต้องขยับขาตลอด หรือมีอาการขากระตุก โดยผู้ที่มีอาการโรคนี้มักจะนอนไม่หลับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน

  • ในช่วงระหว่างวันผู้ป่วยไม่ค่อยได้ทำกิจกรรม หรือออกจากบ้าน
  • ผู้ป่วยไม่สบายตัวหรือเจ็บป่วยด้วยอาการบางอย่าง
  • ผู้ป่วยทำกิจวัตรต่างๆ ไม่เป็นเวลาที่แน่นอน
  • ภายในห้องนอนมืดเกินไป จนทำให้ผู้ป่วยเห็นเงาหรือภาพหลอน

ถ้าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน หรือตื่นกลางดึก ต้องทำอย่างไร?          ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน นอนไม่หลับ หรือนอนแล้วตื่นกลางดึก เป็นปัญหาที่ผู้ดูแลหลายคนมักพบเจอ อีกทั้งในเวลากลางดึกผู้ป่วยก็มักมีอาการเห็นภาพหลอน วิตกกังวลว่าจะมีใครมาทำร้าย หรือกระสับกระส่ายลุกเดินไปเดินมา ซึ่งในช่วงกลางดึกก็เป็นเวลาที่ผู้ดูแลเองก็ต้องการการพักผ่อนเช่นกัน จึงทำให้ผู้ดูแลหลายคนก็เกิดความเครียด ท้อแท้ และสุขภาพแย่ลงตามมาด้วย
How to รับมือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน

1. ผู้ดูแลต้องพยายามใจเย็น ไม่หงุดหงิด และไม่ดุด่าหรือเถียงผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยยิ่งหงุดหงิดและอาละวาดเพิ่มมากขึ้น

2. ให้ถามผู้ป่วยอย่างใจเย็นว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องการอะไร เจ็บปวดไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า เช่น ผู้ป่วยปวดปัสสาวะ หรือห้องนอนร้อนไปหรือเย็นไปหรือเปล่า แล้วพยายามแก้ปัญหานั้นๆ ให้ผู้ป่วย

3. พยายามปลอบผู้ป่วยให้สงบอย่างใจเย็น หากผู้ป่วยจะเดินไปไหนให้ปล่อยผู้ป่วยเดินตามต้องการ โดยผู้ดูแลต้องเดินตามไปดูแลด้วย อย่าพยายามห้ามผู้ป่วย (ถ้าไม่ใช่ที่อันตราย) เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยอาละวาดและต่อต้าน

4. เมื่อสามารถแก้ปัญหาหรือทำความต้องการของผู้ป่วยได้ ให้พยายามพาผู้ป่วยกลับเข้านอน โดยเตือนให้ผู้ป่วยรู้อย่างใจเย็นว่า นี่เป็นเวลาดึกแล้วและถึงเวลาต้องนอนแล้ว

5. หากเป็นไปได้ ให้สมาชิกคนอื่นๆ สับเปลี่ยนกันมาดูแลผู้ป่วย หรือการใช้บริการผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่ดูบ้าน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ดูแลต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพราะการดูแลผู้ป่วยจำเป็นจะต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจมาก

แก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน โดยไม่ใช้ยา

การรักษาหรือแก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน มีทั้งวิธีที่ทั้งใช้ยาและไม่ใช้ยา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอัลไซเมอร์ และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) แนะนำให้ผู้ดูแลแก้ปัญหาด้วยวิธีไม่ใช้ยามากกว่า เพราะการใช้ยานอนหลับในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการนอนอย่างยั่งยืน แถมยังทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ไม่ดี หกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อเกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วย


วิธีแก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน โดยไม่ใช้ยา

  • ให้ผู้ป่วยกินอาหาร เข้านอน ตื่น และทำกิจวัตรต่างๆ เป็นเวลาที่แน่นอน
  • ตอนเช้าควรให้ผู้ป่วยออกไปรับแสงแดด เพื่อกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น และยังทำให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าเรื่องเวลา ช่วยปรับวงจรการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติขึ้น
  • รักษาอาการเจ็บป่วยที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับ
  • หากผู้ป่วยยังมีสุขภาพร่างกายที่ปกติ พยายามอย่าให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่างๆ บนเตียง ให้ใช้เตียงเป็นพื้นที่สำหรับการนอนเท่านั้น
  • ให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน และห้ามให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ ชา-กาแฟ และสูบบุหรี่
  • พยายามอย่าให้ผู้ป่วยนอนกลางวันหรือบ่าย หากจำเป็นควรให้นอนช่วงกลางวันไม่เกิน 30 นาที เพราะจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ
  • ทำกิจกรรมผ่อนคลายในช่วงเย็น เพื่อให้ผู้ป่วยอารมณ์สงบและผ่อนคลาย ด้วยการเปิดเพลงเบาๆ อ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
  • ไม่ควรให้ผู้ป่วยดูโทรทัศน์ก่อนนอน
  • จัดห้องนอนให้เหมาะสำหรับการนอนที่สบาย ให้อุณหภูมิในห้องไม่หนาวหรือร้อนเกินไป เปิดโคมไฟ หรือจัดไฟใต้เตียง เพื่อผู้ป่วยจะได้ไม่รู้สึกกลัว กังวล หรือเห็นภาพหลอน และยังช่วยป้องกันผู้ป่วยชนสิ่งของหรือเกิดอันตรายเวลาลุกเดินไปเข้าห้องน้ำอีกด้วย

         ลองใช้วิธีข้างต้นในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยนะคะ หากลองทำไปสักระยะแล้วผู้ป่วยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์ผู้รักษาดูค่ะ แพทย์อาจพิจารณาลดการใช้ยารักษาอัลไซเมอร์บางตัว เพราะจะมียาบางประเภทที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ หรืออาจพิจารณาจ่ายยานอนหลับให้ สิ่งสำคัญ ผู้ดูแลห้ามซื้อยานอนหลับหรือลดการใช้ยาด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยอาการแย่ลงหรือเกิดอันตรายได้

เลือกเตียงอย่างไร ให้เหมาะสมกับ “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์”

สาเหตุที่ผู้ดูแลต้องเอาใจใส่เรื่องเตียงผู้ป่วยเป็นพิเศษนั้น เพราะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มักจะชอบลุกหนีจากเตียงหรือปีนป่าย และมีโอกาสพลัดตกเตียงสูงกว่าผู้ป่วยทั่วไป ดังนั้น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จึงไม่ควรใช้เตียงนอนแบบคนทั่วไป หรือเป็นเตียงที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ ผู้ดูแลจำเป็นจะต้องเลือกเตียงที่เหมาะสม โดยพิจารณาข้อมูลต่างๆ ดังนี้

วิธีเลือกเตียงสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

  • สำคัญที่สุด คือ ต้องเลือกเตียงผู้ป่วยที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ ยิ่งต่ำได้มากยิ่งดี ซึงเป็นวิธีป้องกันผู้ป่วยบาดเจ็บจากการผลัดตกเตียง หรือกระโดดลงจากเตียงโดยผู้ดูแลไม่รู้ตัวได้ดีที่สุด
  • เตียงผู้ป่วยควรมีราวกั้นเตียง เพื่อป้องกันผู้ป่วยนอนพลัดตกเตียง แต่จำเป็นต้องเลือกราวกั้นเตียงที่มีมาตรฐาน เพื่อป้องกันอวัยวะของผู้ป่วยเข้าไปติด
    • มีช่องว่างของราว น้อยกว่า 12 เซนติเมตร
    • ความสูงเมื่อวัดจากฟูก มากกว่า 22 เซนติเมตร
    • ระยะห่างของปลายราวกั้นเตียงถึงปลายเตียง ควรน้อยกว่า 6 เซนติเมตร หรือมากกว่า 23.5 เซนติเมตร
    • ระยะห่างของราวกั้นเตียงแต่ละชิ้น (กรณีเป็นราวแบบ 2 ตอน) ควรน้อยกว่า 6 เซนติเมตร หรือมากกว่า 23.5 เซนติเมตร
    • ความสูงจากพื้นเตียงถึงขอบราวกั้นเตียงด้านล่าง น้อยกว่า 6 เซนติเมตร
    • ความยาวของราวกั้นเตียง ควรยาวเกินครึ่งหนึ่งของความยาวเตียง
    • เลือกเตียงผู้ป่วยที่ดีไซน์อบอุ่น เหมือนเตียงนอนทั่วๆ ไป จะช่วยทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกหดหู่ แปลกแยก หวาดกลัว หรือเหมือนถูกกังขังเหมือนเตียงโรงพยาบาล

ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับควบคู่ไปด้วย เพราะผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจเกิดแผลกดทับได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะสุดท้าย
สรุป การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้น ผู้ดูแลต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมาก ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน เป็นปัญหาที่ผู้ดูแลต้องเจอบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยนั้นเสียสุขภาพและอาจเกิดอันตรายได้แล้ว ยังทำให้ผู้ดูแลนั้นเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอด้วย อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ยอมนอนของผู้ป่วยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีนะคะ
Cr : ALLWELLHEALTHCARE

ความชราคือธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ในสังคมผู้สูงอายุมักจะถูกมองว่าเป็นคนแก่เลอะเลือน ทำอะไรไม่ค่อยได้ ความคิดอ่านโบราณ เหมือนเป็นดอกไม้ที่ใกล้โรยราเต็มที อย่างไรก็ตามหากดอกไม้ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงฉันใด ผู้สูงอายุก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่ฉันนั้น เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งสุขภาพร่างกายเสื่อมลงและจิตใจแปรปรวน
ผลกระทบด้านจิตใจของผู้สูงอายุ ปัญหาด้านสภาพจิตใจของผู้สูงอายุเกิดจากความรู้สึกสูญเสีย ทั้งคนใกล้ชิดอย่างบุตรหลานที่ค่อยๆ เติบโตแยกย้ายไปมีครอบครัว รวมถึงเพื่อนสนิทหรือคู่ชีวิตที่ล้มหายตายจากไป สูญเสียความสามารถการเป็นที่พึ่ง ภาวะผู้นำ การยอมรับจากผู้อื่น อีกทั้งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพสังคมแบบในอดีตเริ่มเลือนหายไป การแข่งขันสูงขึ้น จากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเล็ก เป็นต้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะกลับไปเป็นเหมือนเด็กที่ต้องการการพึ่งพาอาศัยจากผู้อื่น สัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด มีดังนี้

  • มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เกิดความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เบื่อหน่าย
  • ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ค่อยๆ แยกตัวออกมาจากสังคม
  • ไม่อยากทำอะไร
  • มีความเกี่ยวข้องกับโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • ขาดกำลังใจ

จากสัญญาณเตือนเหล่านี้ สามารถพัฒนาจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่า 10-20% ของผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีมีภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะผู้หญิง และยิ่งมีอายุมากความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้อัตราฆ่าตัวตายยังพบในผู้สูงอายุมากกว่าวัยอื่นๆ สะท้อนให้เห็นสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงของคนสูงวัย การดูแลผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากคนใกล้ชิด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเห็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ด้วยวัยที่ห่างกันอาจจะทำให้การสื่อสารแตกต่างกันบ้าง ลูกหลานควรพยายามปรับตัวเพื่อที่จะเข้าใจคนวัยนี้มากขึ้น สิ่งแรกที่แนะนำให้ทำคือทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนรวมกับครอบครัว โดยการใช้เวลาอยู่กับผู้สูงอายุพูดคุยและรับฟัง รวมถึงดูแลใส่ใจด้านสุขภาพ พาผู้สูงอายุในบ้านไปพบแพทย์ นอกจากการสนับสนุนภายในครอบครัวแล้ว สังคมภายนอกเองก็มีผลอย่างมาก ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่แต่ในบ้านมีแนวโน้มเกิด “ภาวะเนือยนิ่ง” คือมีความรู้สึกห่อเหี่ยว หดหู่ ดังนั้นการทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจจะสามารถช่วยเยียวยาจิตใจผู้สูงวัยได้มากทีเดียว หลายๆ ครอบครัวจึงเลือกใช้บริการผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อให้ผู้ดูแลได้ช่วยกระตุ้น และคอยช่วยเหลือให้ผู้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจ และดูแลให้การทำกิจกรรมต่างๆ นั้นปลอดภัยต่อผู้สูงอายุอีกด้วย
กิจกรรมทางสังคมจะช่วยส่งเสริมผู้สูงอายุอย่างไร?
กิจกรรมทางสังคมจะทำให้ผู้สูงอายุได้พบปะกับผู้อื่นในวัยใกล้เคียงกัน จึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ปรับตัวและยอมรับตัวเองได้ง่ายขึ้น สนับสนุนให้พวกเขามีความนับถือในตัวเอง ป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า แนวทางการจัดกิจกรรมสังคมควรจะมีความหลากหลายและสามารถแก้ปัญหาของผู้สูงอายุได้ เช่น ช่วยดูแลสุขภาพ ทำให้จิตใจสดชื่น มีความภูมิใจในชีวิต จัดการกับสภาวะอารมณ์ เป็นต้น กิจกรรมทางสังคมที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ
กิจกรรมรูปแบบออกกำลังกาย
ผู้สูงอายุควรมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละ 30 นาที หรือมีกิจกรรมทางกายสะสมรวม 150 นาที/สัปดาห์ คนใกล้ชิดอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยเมื่อผู้สูงอายุทำกิจกรรมทางกาย แต่กิจกรรมนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพิ่มความแข็งแรง ทนทาน เพราะสุขภาพกายมีผลต่อสุขภาพจิตโดยตรง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ การออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ เดินเร็วหรือเดินแกว่งแขนเร็วๆ ว่ายน้ำ รำมวยจีน ไทเก๊ก เต้นลีลาศ ถีบจักรยานอยู่กับที่ ยกน้ำหนักเบาๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ขา บีบลูกบอลยางเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งมือ โยคะ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 
สามารถผสมผสานกิจกรรมการออกกำลังกายเข้ากับเกมเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน ผู้สูงอายุจะได้มีอารมณ์ขัน สุขภาพจิตดีขึ้น แต่ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัยด้วยเช่นกัน
กิจกรรมเผยแพร่ความรู้
“อาบน้ำร้อนมาก่อน” ข้อดีของผู้สูงอายุคือมีวุฒิภาวะและประสบการณ์อย่างมาก จึงสามารถเป็นที่ปรึกษา แบ่งปันความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ กิจกรรมรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ผู้สูงอายุบางท่านมีความสามารถในงานวิชาชีพ เช่น งานฝีมือ แกะสลัก ทำอาหาร ทำขนมสูตรโบราณ เย็บปักถักร้อย เป็นต้น การแบ่งปันความรู้เช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสืบทอดวิชาชีพให้คงอยู่ แต่ยังทำให้ผู้สูงอายุเกิดความภาคภูมิใจได้อีกด้วย
กิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้ผู้สูงอายุ  
ในทางกลับกันการให้ความรู้ใหม่ๆ กับผู้สูงอายุก็สามารถพัฒนาด้านจิตใจได้ ผู้สูงอายุจะได้มีงานอดิเรกทำในยามว่าง เช่น จัด Workshop สอนทักษะการถ่ายภาพ หรือสอนการใช้งานสื่อออนไลน์ เป็นต้น กิจกรรมการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวไม่ใช่กิจกรรมสำหรับวัยรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถให้ผู้สูงอายุได้เปิดหูเปิดตา พบเจออะไรใหม่ๆ มีความผ่อนคลาย ลดความเบื่อหน่ายได้อย่างมาก รูปแบบการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุควรเน้นที่คุณภาพดี มีความคุ้มค่า คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ผสมผสานกับกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ เช่น เรียนรู้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ทัวร์ย้อนวันวาน ทัวร์อาหารอร่อย เป็นต้น  
กิจกรรมตามประเพณีและศาสนา
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หลังจากลูกหลานต้องแยกย้ายกันทำงาน ในโอกาสนี้ควรกลับบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ นี่เป็นช่วงเวลาที่จะได้พบปะกับครอบครัว ใช้เวลาพร้อมหน้าพร้อมตาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างรดน้ำดำหัว
กิจกรรมพัฒนาสังคม
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม เช่น ทำบุญตักบาตร ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ช่วยเหลือเด็กยากไร้ บริจาคทรัพย์ ผู้สูงอายุสามารถใช้เวลาว่างเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ในขณะเดียวกันก็ส่งผลดีต่อผู้ให้ในแง่ทำให้จิตใจเบิกบาน มีความสุขกลับมาด้วย
กิจกรรมธรรมปฏิบัติ
การปฏิบัติธรรม เช่น สวดมนต์เพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การถือศีล 5 หรือศีล 8 เป็นกิจกรรมที่ผู้สูงอายุมักจะปฏิบัติอยู่เป็นประจำ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้สำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกกำหนดรู้ในทุกๆ อิริยาบทและลมหายใจ ธรรมะจึงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจความเป็นไปของโลก ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเกิดความสุขสงบอย่างแท้จริง
สรุป วัยชราไม่ใช่วัยที่ไร้ประโยชน์เพียงเพราะร่างกายเสื่อมถอยลง มีหลายคนสร้างคุณงามความดีให้กับโลกมากมายแม้อายุจะล่วงเลยมาถึงช่วงบั้นปลายชีวิต เช่น เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ศาสตราจารย์นายแพทย์ชาวอังกฤษ ค้นพบยาเพนิซิลลินเมื่ออายุ 70 ปี และอับเบิร์ต ชไวท์เซอร์ ได้รับรางวัลโนเบลเมื่ออายุ 80 ปี ผู้สูงอายุจึงเป็นวัยที่มีคุณค่า เพราะเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตและความรู้ ดั่งต้นไม้ใหญ่ที่ยิ่งอายุมากก็ยิ่งแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น ด้วยการเปลี่ยนแปลงของวัยและสภาพสังคมอาจจะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง คนรอบตัวจึงควรให้การดูแลใส่ใจ กิจกรรมทางสังคมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย เพิ่มความนับถือตัวเอง กลายเป็นต้นไม้ที่หยั่งรากลึกให้แก่ลูกหลานต่อไป
Cr : กรมอนามัย

ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ดูแลต้องรับหน้าที่หนักหลายด้าน หลายครอบครัวที่มีผู้สูงอายุในบ้านอาจมีความกังวลเรื่องการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม เพราะมักเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ ทำให้ผู้ที่เป็นมีภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ จึงเกิดอาการหลงลืม การใช้ภาษาผิดปกติ และพฤติกรรมรวมถึงอารมณ์เปลี่ยนไป โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นภวะสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉลี่ยผู้ที่ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์จะอยู่ได้นาน 8-10 ปี

สาเหตุของโรคนั้นมีอยู่หลายประการ ได้แก่พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคนี้ หรือการได้รับอุบัติเหตุทางสมองทำให้สมองได้รับบาดเจ็บ ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วยเช่นกัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือด เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง และการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินบี 1, วิตามินบี 12 เป็นต้น

สมองเสื่อมกับอาการเริ่มแรก

อาการเริ่มแรก มักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ ไม่นาน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่าๆ ในอดีตจะยังดีอยู่ ผู้ป่วยอาจถามซ้ำๆ หรือพูดซ้ำในเรื่องที่เพิ่งคุยกัน และอาจมีอาการอื่นๆ เช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ สบสนเรื่องเวลา สถานที่ หลงทิศทาง นึกคำพูดไม่ค่อยออก หรือใช้คำพูดผิดๆ แทน

อารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่สามารถมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ได้ ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยนแปลง จนทำให้เกิดปัญหาต่อการทำงานและกิจวัตรประจำวัน ซึ่งการที่จะเห็นการเปลียนแปลงได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถเดิม การศึกษา แหละหน้าที่เดิมของผู้ป่วย รวมถึงความช่างสังเกตและเอาใจใส่ของญาติด้วย

ระยะของโรคอัลไซเมอร์

  1. ระยะก่อนสมองเสื่อม  ผู้ป่วยมีความบกพร่องทางการเรียนรู้เล็กน้อย มีปัญหาในการจดจำข้อมูลใหม่ ไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ได้ แต่ยังสามารถดำเนินชวิตประจำวันได้ปกติ
  2. สมองเสื่อมระยะแรก สูญเสียความจำในระยะสั้น ความจำใหม่หรือความจำที่เพิ่งเรียนรู้มา ใช้เวลาในการทำกิจวัตรประจำวันนานกว่าเดิม
  3. สมองเสื่อมระยะปานกลาง ลืมและสับสนมากขึ้น ทำกิจกรรมเดิมซ้ำๆ การพูดและการใช้ภาษาจะบกพร่องชัดเจน
  4. สมองเสื่อมระยะสุดท้าย สูญเสียความทรงจำในระยะสั้นและยาว การใช้ภาษาลดลงอย่างมาก การทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ จะลดลง ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ทางการแพทย์จะมียาที่ช่วยควบคุมอาการป่วยไม่ให้แย่ลง นอกจากนี้คนรอบข้างหรือคนในครอบครัวคือส่วนสำคัญที่สุด ที่จะช่วยรักษาผู้ป่วยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข หลักการดูแลรักษาอัลไซเมอร์มี 4 บ ได้แก่

  1. บอกเล่า คือบอกให้ผู้ป่วยทราบว่าจะทำหรือให้ทำอะไร ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
  2. เบี่ยงเบน คือหลีกเลี่ยงการโต้เถียง และไม่ต้องชี้แจงเหตุผล พยายามดึงจุดสนใจไปสู่กิจกรรมที่คุ้นเคยและรื่นรมย์
  3. บอกซ้ำ คือเล่าให้ฟังว่าจะทำอะไรต่อไปด้วยท่าทีและน้ำเสียงเป็นมิตร ถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดหรือทำไม่ได้ก็ต้องหยุด
  4. แบ่งเบา/บำบัด คือสิ่งแวดล้อมต้องสงบ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่มากเกินไป และดำเนินกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นระเบียบ

อัลไซเมอร์ โรคที่ต้องการความเข้าใจที่สำคัญที่สุดในหลักการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็คือ “ความเข้าใจ” คนในครอบครัวหรือผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจว่าผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานจากผู้ดูแลอย่างแท้จริง และคนไข้ไม่ได้แกล้งทำ ผู้ดูแลต้องทำใจยอมรับ อดทน และไม่ทอดทิ้ง ดูแลด้วยความรักความเข้าใจ พยายามให้กำลังใจผู้ป่วย และผู้ดูแลเองก็ต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง เพราะการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ อาจก่อให้เกิดความเครียดหรือปัญหาด้านอารมณ์ หากผู้ดูแลรู้สึกเหนื่อยควรหยุดพักและให้ผู้อื่นมาดูแลแทน

การเลือกใช้บริการจากศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะจะช่วยลดความเครียดของญาติที่ต้องรับรู้ถึงอาการที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ คอยรับอารมณ์ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยจากการที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จนไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตัวเองแล้ว การดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่บ้านยังช่วยให้ญาติได้พูดคุย มีปฎิสัมพันธ์ และสามารถติดตามอาการของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดในทุกวันด้วยค่ะ

Cr : โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, Rama channel (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)

การป้องกันอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ เริ่มง่าย แค่ปรับไลฟ์สไตล์

เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายย่อมเสื่อมลง โดยเฉพาะสมองและความจำ ซึ่งหนึ่งโรคยอดฮิตในผู้สูงอายุคือ โรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม และส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่นอกจากโรคอัลไซเมอร์แล้ว ภาวะสมองเสื่อมยังมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง

หากอยากให้สมองยังแอคทีฟ แนะนำให้ชาว Gen ยัง Active ป้องกันอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดได้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อมด้วย 11 เคล็ดลับป้องกันอัลไซเมอร์ ที่ทำตามได้ไม่ยาก

  1. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ
    การออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นเวลา 30-50 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ซึ่งควรเริ่มทำตั้งแต่วัยกลางคนก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะมีสมรรถภาพการทำงานของสมองดีกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและระบบการไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
  2. เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
    อาหารที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารมันจัด โดยเฉพาะอาหารจากไขมันอิ่มตัว แล้วหันมารับประทานอาหารบำรุงสมอง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี และปลาที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่สำหรับบำรุงสมอง
  3. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
    ผู้สูงอายุควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยให้สมองสามารถจัดเก็บความจำเป็นระบบ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงการนำความจำเก่ากลับมาใช้ มีสมาธิมากขึ้น สมองปลอดโปร่ง ทำให้คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาได้ดี ส่วนผู้ที่มีปัญหาด้านการนอนหลับควรรีบได้รับการแก้ไข เช่น ผู้ที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจในระหว่างการนอน เนื่องจากคุณภาพการนอนที่แย่จะส่งผลเสียต่อสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม
  4. ทำกิจกรรมเสริมการเรียนรู้
    ฝึกสมอง การคิดอ่าน และความจำ ด้วยกิจกรรมผู้สูงอายุที่ประกอบไปด้วย 5 สิ่งนี้
    1) เป็นกิจกรรมที่ชอบ
    2) เป็นกิจกรรมที่ได้ออกกำลังกายไปในตัว
    3) เป็นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับผู้อื่น
    4) เป็นกิจกรรมที่ได้ทำเป็นประจำ
    5) เป็นกิจกรรมที่ได้ฝึกสมอง
    โดยกิจกรรมที่อยากแนะนำ คือ เต้นลีลาศ เต้นแอโรบิก รำมวยจีน ร้องคาราโอเกะ เล่นกีฬาเปตอง
  5. เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น
    เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม เช่น ชมรมผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด พบปะผู้คนใหม่ๆ หรือสานสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงที่ห่างหายกันไปนาน
  6. ทำจิตใจให้เบิกบาน
    วัยสูงอายุต้องใส่ใจสุขภาพจิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคซึมเศร้า นอนไม่หลับ หรือสมองเสื่อม ดังนั้นควรมองชีวิตในแง่ดี หางานอดิเรกที่ช่วยให้เพลิดเพลิน สบายใจ ผ่อนคลาย มีความสุข และมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร เดินทางท่องเที่ยว
  7. ควบคุมน้ำหนักตัว
    ผู้สูงอายุควรดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยควบคุมน้ำหนักให้มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ระหว่าง 18.5 – 22.99 ซึ่งคำนวนได้จากสูตร “น้ำหนักตัว [กิโลกรัม] ÷ ส่วนสูง [เมตร] ยกกำลังสอง” เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดที่นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม
  8. ไม่สูบบุหรี่ งดหรือลดแอลกอฮอล์
    การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินและสารพิษที่ส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติของระบบสมอง เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ที่สามารถดูดซึมผ่านหลอดเลือดเข้าไปทำลายเซลล์สมองได้
  9. ตรวจสุขภาพประจำทุกปี
    หากพบความผิดปกติ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สายตาบกพร่องหรือการได้ยินบกพร่อง ก็ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามการแนะนำของแพทย์
  10. หลีกเลี่ยงการใช้ยากดการทำงานของสมอง
    โดยสังเกตข้อบ่งใช้ที่เขียนไว้บนฉลากยาว่า ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม มึนงง และไม่ควรใช้ยาก่อนขับขี่ยานพาหนะ หรือขณะทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร เช่น ยาแก้แพ้ชนิดง่วง ยาคลายกล้ามเนื้อ เนื่องจากเป็นยาที่อาจกดการทำงานของสมอง
  11. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ
    การป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีหลายรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะมากกว่าคนที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อม

การป้องกันอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือด สามารถทำได้ไม่ยาก โดยเน้นเรื่องการดูแลพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อมในอนาคต แต่หากคุณมีผู้สูงอายุที่กำลังเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์อยู่ในตอนนี้ การเลือกใช้บริการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านที่มีมาตรฐาน จัดส่งผู้ดูแลที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรม เพื่อช่วยดูแลและแบ่งเบาหน้าที่การดูแลผู้สูงอายุ ก็จะช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของญาติจากการดูแลได้ค่ะ

เรียบเรียงโดย : ศ. นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล