สำหรับผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง หนึ่งในเรื่องที่ต้องได้รับการดูแล และเอาใจใส่เป็นพิเศษ คือ อนามัยส่วนบุคคล เพราะความเสื่อมของร่างกายที่เป็นไปตามอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีอุปสรรคด้านสายตา และการมองเห็น การตัดเล็บมือ เล็บเท้า จึงอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะในบางกรณีที่เล็บแข็งและหนาขึ้น ทำให้มุมที่โคนเล็บกว้างขึ้น อาจะนำไปสู่การเกิดเล็บขบได้ การตัดเล็บให้ผู้สูงอายุจึงต้องเอาใจใส่ และดูแลเพิ่มเป็นพิเศษ สำหรับความถี่ในการตัดเล็บ 2-3 สัปดาห์/ครั้ง และเพื่อให้การดูแลสุขอนามัยด้านนี้ง่ายขึ้น เรามีคำแนะนำ ดังนี้

  1. ผู้สูงอายุที่เล็บแข็งและหนา ให้แช่น้ำอุ่นสักครู่แล้วจึงตัดเล็บ ถ้าผิวหนังรอบๆ เล็บฉีกขาดให้ตัดออก
  2. ตัดเล็บให้เกินเนื้อออกมาเล็กน้อย ไม่ควรตัดเล็บติดของเนื้อมากเกินไป จะทำให้เจ็บบริเวณปลายนิ้ว
  3. ถ้าเล็บมือ และเท้าแห้งให้ใช้ครืมหรือน้ำมันทา จะทำให้ผิวหนังรอบเล็บนุ่ม ช่วยป้องกันเล็บฉีกขาดได้
  4. สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องดูแลเล็บมือและเล็บเท้ามากเป็นพอเศษ เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

โรคเชื้อราที่เล็บคืออะไร โรคเชื้อราที่เล็บ (onychomycosis) หมายถึง การติดเชื้อราซึ่งรวมถึงราที่เป็นสายรา หรือเชื้อราในรูปของยีสต์ (ราที่มีลักษณะเป็นเซลล์กลม) ที่เล็บ โดยปกติแล้วเชื้อราที่กล่าวมานี้มีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์หรือการเพาะเชื้อรา เป็นต้น
ในประเทศไทยชนิดของเชื้อราที่พบบ่อยๆ คือ เชื้อกลากแท้(dermatophytes) เชื้อกลากเทียม (non-dermatophytes) และเกิดจากยีสต์(yeasts) โดยเฉพาะเชื้อแคนดิดา (Candida)
ลักษณะและอาการของโรคเชื้อราที่เล็บ โรคเชื้อราที่เล็บโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่มีอาการอะไร ผู้ป่วยบางรายอาจมีรอบเล็บบวมแดง โดยเฉพาะนิ้วมือที่ต้องโดนน้ำบ่อยๆ ซึ่งเกิดจากเชื้อยีสต์  แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาในการรักษาโรคมักจะเป็นโรคเชื้อราที่เล็บอันเนื่องมา จากเชื้อกลากแท้ หรือ เชื้อกลากเทียมซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร บางรายปล่อยไว้นานหลายปี จนเล็บมีการเปลี่ยนแปลงมากจึงมาพบแพทย์  หรือมาพบแพทย์ด้วยเหตุอื่นๆ แล้วได้รับการส่งตัวมาพบแพทย์ผิวหนังเนื่องจากตรวจพบเล็บผิดปกติ
ความผิดปกติที่เล็บนั้น พบว่าเล็บเท้าพบได้บ่อยกว่าเล็บมือ และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก โดยเฉพาะพบในผู้สูงอายุที่อาจมีโรคร่วมอื่นๆ เกิดอยู่ด้วยกันได้
ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจมีการติดเชื้อราที่ผิวหนังร่วมด้วย เช่น เชื้อราที่เท้า หรือ เชื้อราที่ผิวหนังส่วนอื่นที่กระจายออกไปกว้าง หรือผู้ป่วยบางส่วนอาจมีผลแทรกซ้อนตามมาหลังการติดเชื้อรา เช่น เล็บขบ เล็บขบอักเสบติดเชื้อ หรือ เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
ลักษณะที่สังเกตของโรคเชื้อราที่เล็บนั้นมีได้หลายประการ ที่สำคัญคือ จำนวนของเล็บที่มีการเปลี่ยนแปลงจะพบไม่มาก มีเล็บที่เป็นโรคเพียงประมาณ 1 – 3 เล็บ โดยเล็บที่ติดเชื้ออาจพบลักษณะหนาตัวขึ้น มีขุยหนาใต้เล็บ มีสีเล็บที่เปลี่ยน แปลงไป หรือเล็บที่แยกตัวออกมาจากฐานเล็บ อาจเห็นเป็นโพรงหรือช่องว่างใต้เล็บ
โรคที่มักสร้างความสับสนกับทั้งผู้ป่วย แพทย์ หรือ บุคคลทั่วไป คือ โรคสะเก็ดเงินที่เล็บซึ่งเล็บที่เห็นจะมีลักษณะการเปลี่ยน แปลงที่คล้ายกับเชื้อราที่เล็บ แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อราแต่อย่างใด
จะทราบได้อย่างไรเป็นเชื้อราที่เล็บ
การที่จะวินิจฉัยโรคเชื้อราที่เล็บนั้น จะต้องอาศัยลักษณะของเล็บที่มีความผิดปกติดังที่ได้กล่าวแล้ว ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การขูดขุยจากเล็บไปตรวจหาเชื้อรา การเพาะเชื้อรา และจำแนกเชื้อราก่อโรคที่เล็บ ในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะเชื้อกลากเทียม  แพทย์อาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติ การซ้ำ โดยเฉพาะการเพาะเชื้อรามากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
การขูดเล็บจะกระทำโดยการตัดเล็บส่วนนอกทิ้ง และนำขุยที่ได้จากส่วนเล็บซึ่งเป็นโรคนำมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐาน ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดหรือเลือดออกแต่ประการใด หลังจากนั้นจะนำขุยที่ได้จากเล็บไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยใช้สารละลายด่าง potassium hydroxide หากเป็นโรคเชื้อราที่เล็บจะพบลักษณะสายรา
การตรวจทางห้องปฏิบัติการนี้มีความจำเป็นอย่างมากในการวินิจฉัยโรคเชื้อราที่เล็บ เพราะเล็บที่มีความผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเชื้อราที่เล็บเสมอไปผู้ป่วยหลายรายที่เล็บผิดปกติแต่ไม่ใช่โรคเชื้อราที่เล็บ ทำให้ผู้ป่วยอาจได้ยารับประทานโดยไม่มีความจำเป็น และอาจเกิดผลข้างเคียงตามมาได้
การรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ โรคเชื้อราที่เล็บมีความผิดปกติอาจสร้างปัญหาให้ผู้ป่วย แต่ก็ไม่ใช่ภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษา การรักษาเชื้อราที่เล็บต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนหรืออาจเป็นปี จัดเป็นโรคที่รักษาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็เป็นโรคที่สามารถรักษาได้
ก่อนเริ่มการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ แพทย์จะตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค นอกจากนั้นแพทย์อาจต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้การรักษาโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะเชื้อกลากเทียม ซึ่งเชื้อนี้มักจะดื้อต่อการรักษาด้วยยารับประทานรักษาเชื้อรา เป็นต้น
โรคเชื้อราที่เล็บแบบไหนที่รักษายาก
โรคเชื้อราที่เล็บแม้เป็นโรคติดเชื้อที่สามารถรักษาได้ แต่บางครั้งการรักษานั้นอาจไม่ง่าย หากมีลักษณะบางอย่างเกิดร่วมอยู่ด้วย เช่น เล็บติดเชื้อราลามกว้างมากกว่าร้อยละ 50 ของเนื้อเล็บ ติดเชื้อบริเวณด้านข้างของเนื้อเล็บ เล็บที่มีความหนาตัวมากกว่า 2 มิลลิเมตร พบแถบสีเหลือง สีส้มหรือสีขาวเป็นเส้นในเนื้อเล็บ ซึ่งบ่งถึงการมีก้อนเชื้อราอัดแน่นอยู่ใต้เล็บ เนื้อเล็บถูกทำลายทั้งหมด ติดเชื้อกลุ่มที่ไม่ใช่กลากแท้โดยเฉพาะเมื่อเป็นเชื้อกลากเทียมบางชนิด ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทั้งจากโรคประจำตัวหรือยาที่ได้รับ ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดส่วนปลายร่วมด้วย ฯลฯ
วิธีการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ
การรักษาโรคเชื้อราที่เล็บมีหลายวิธี เช่น
1. การใช้ยารับประทาน  มียารักษาเชื้อราโดยการรับประทานหลายชนิด โดยทั่วไปแล้วมีประสิทธิภาพการรักษาสูง สามารถ รักษาความผิดปกติของเล็บที่เป็นโรคได้ทุกๆ เล็บ รวมถึงเท้า และฝ่าเท้าที่เป็นโรคได้ แต่การใช้ยารับประทานจะได้ผลดีกับโรคโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อกลากแท้หรือเชื้อยีสต์บางชนิด การใช้ยารับประทานบางชนิดต้องระวังผลข้างเคียงของยา เช่น การแพ้ยา ผลต่อตับและไต ผลของยาอื่นที่กระทบกับการรักษาเช่น การรับประทานยาลดไขมันบางชนิดควบคู่ด้วย หรือการได้ยาลดกรด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของยา เป็นต้น
2. การใช้ยาทาเฉพาะที่ เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัย ยาทามีหลายรูปแบบ เช่น ชนิดที่เป็นสารละลาย หรือชนิดที่เป็นยาทาเคลือบเล็บ ซึ่งยาทาบางชนิดสามารถทาที่เล็บสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำให้มีความสะดวกในการใช้ยา การเลือกรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่นั้นจะใช้ได้ดีโดยเฉพาะโรคเชื้อราที่เล็บที่มีจำนวนเล็บไม่มากนัก และไม่มีลักษณะที่ทำให้เกิดการรักษาได้ยาก เช่น มีรอยโรคเชื้อราที่ลามไปถึงโคนเล็บ การรักษาโดยการใช้ยาทาเฉพาะที่ที่เล็บ อาจต้องใช้ยาทาอื่นๆ ร่วมด้วย หากผู้ป่วยมีรอยโรคร่วมที่เท้า เช่น ที่ฝ่าเท้า ง่ามนิ้วเท้า เพราะยาจะออกฤทธิ์ได้เฉพาะที่เล็บที่ทายาเท่านั้น
3. การใช้วิธีการอื่นๆ ในการรักษา การใช้แสงเลเซอร์รักษาเชื้อราที่เล็บ หรือเครื่องมือทางกายภาพบางชนิดในการรักษา หรือร่วมการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ หรือการใช้ครีมหรือสารเคมีที่ช่วยเสริมการรักษาโรค หลายวิธีแม้ยังเป็นวิธีการใหม่ แต่ก็มีผลการศึกษายืนยันความเป็นไปได้ ให้การรักษาที่ให้ผลดีและปลอดภัย 
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติตัว
โรคเชื้อราที่เล็บเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อราแต่การติดต่อก็ไม่สามารถติดกันง่าย เชื้อราที่พบเกิดโรคนั้นส่วนหนึ่งติดต่อด้วยกันจากมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และเชื้อราหลายๆ ชนิดก็อยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือดิน ต้นไม้ ฯลฯ
การรักษาต้องใช้ระยะเวลานาน อาจใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปี และยังมีโอกาสเกิดโรคซ้ำได้ แม้ว่าเล็บที่ดูเหมือนเกือบจะปกติหลังการรักษาแล้ว ยังอาจมีเชื้อราจำนวนน้อยอยู่ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดโรคซ้ำดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันอีกครั้งโดย เฉพาะก่อนหยุดการรักษาก็นับว่ามีความสำคัญ
การดูแลสุขภาพเท้า การตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธีมีความสำคัญ ดูแลเท้าให้แห้งไม่ควรเดินเท้าเปล่าโดยเฉพาะในที่สาธารณะที่ใช้ของร่วมกัน ไม่ควรใช้วิธีตัดเซาะหรือเลาะเล็มส่วนด้านข้างของเล็บ หรือให้ช่างทำเล็บตัดเล็บอย่างไม่ถูกวิธี เพราะทำให้เกิดเล็บขบ ติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการเลือกชนิดรองเท้าที่เหมาะสม ไม่ควรรัดแน่น อับชื้น หรือเปิดปลายเท้าและต้องมีความระมัดระวังเป็น อย่างมากในการดูแลสุขภาพเท้าโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน หรือในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น การเคลื่อนไหว การมีความผิด ปกติของโครงสร้างเท้าร่วมด้วย การได้รับยาอื่นๆ หลายชนิด ฯลฯ
การใช้ยารักษาเชื้อราชนิดรับประทาน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาอื่นๆ ที่ได้ร่วมกันโดยเฉพาะยากลุ่มลดไขมันหรือโรคประจำตัว อื่นที่มีร่วมอยู่
ผศ.พญ.จรัสศรี  ฬียาพรรณ, ผศ.นพ.สุมนัส  บุณยะรัตเวช

Cr : คลินิกโรคเชื้อราที่เล็บ สาขาวิชาโรคเชื้อราผิวหนัง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, มูลนิธิหมอชาวบ้าน

แจกเคล็ดลับการออกกำลังกายและผู้สูงอายุ เส้นทางสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้น

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งหากออกกำลังกายเป็นประจำ Gen ยัง Active อย่างเรา ๆ ก็คงยังฟิตได้อย่างไม่แคร์ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปี6 ประโยชน์ดี จากการออกกำลังกาย

  1. ช่วยรักษาและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตอย่างอิสระและดำเนินกิจกรรมประจำวันในวัยผู้สูงอายุ
  2. การออกกำลังกายที่เน้นการทรงตัว ช่วยป้องกันการหกล้ม และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ
  3. ช่วยทำให้ผู้สูงอายุยังคงสดชื่น และกระตือรือร้นในชีวิตประจำวัน
  4. ช่วยป้องกันหรือชะลอโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคกระดูกพรุน
  5. ส่งผลดีต่ออารมณ์และอาจต้านทานกับภาวะซึมเศร้าได้ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตดีขึ้น
  6. การออกกำลังกายอาจส่งผลดีต่อการทำงานของสมองด้านการรู้คิด (cognitive function) ความจำและสุขภาพสมองโดยรวม

ทริคกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุควรตั้งเป้าสำหรับออกกำลังกายทั้ง 4 ประเภท อย่างสม่ำเสมอ

  1. การออกกำลังกายเพื่อความทนทาน (Cardio) : กิจกรรมเหล่านี้เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เช่น การเดิน จ็อกกิ้ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และการเต้นรำ
  2. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ (Strength Training) : การออกกำลังกายแบบ Strength ช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งอาจรวมถึงการยกน้ำหนัก ใช้ยางยืด หรือออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัว เช่น วิดพื้น และซิทอัพ
  3. การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัว (Balance Exercise) : การฝึกการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการหกล้ม เช่น การยืนด้วยเท้าข้างเดียว การเดินแบบส้นเท้าจรดปลายเท้า และการฝึกโยคะ
  4. การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น (Flexibility Exercise) : การออกกำลังกายแบบยืดกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความยืดหยุ่น ซึ่งโยคะเป็นกิจกรรมที่ยอดเยี่ยมสำหรับการรักษาความยืดหยุ่น

นอกจากนี้ Gen ยัง Active 50 ปีขึ้นไปควรตั้งเป้าออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว อย่างน้อย 150 นาทีต่อ สัปดาห์ หรืออาจออกกำลังกายแบบหนัก เช่น จ็อกกิ้ง 75 นาทีต่อสัปดาห์ การฝึกเพิ่มมวลกล้ามเนื้อควรทำอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และสามารถรวมการออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวและความยืดหยุ่นได้ทุกวันข้อควรระวังก่อนออกกำลังกาย

  1. สังเกตร่างกาย : การออกกำลังกายไม่ควรทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่สบาย หากมีอาการเวียนศีรษะ หายใจถี่ เจ็บหน้าอก หรืออาการผิดปกติใด ๆ ควรหยุดทันที และปรึกษาแพทย์
  1. วอร์มอัพและคูลดาวน์ : วอร์มอัพ 5 นาทีก่อนออกกำลังกายเสมอ ค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้น และหลังออกกำลังกาย ควรคูลดาวน์ด้วยการยืดกล้ามเนื้ออีก 5 นาที
  2. สวมอุปกรณ์ที่เหมาะสม : เลือกเสื้อผ้าหลวม ใส่สบาย และสวมรองเท้าที่กระชับพอดี ซึ่งออกแบบมาสำหรับการออกกำลังกายแต่ละประเภท
  3. เริ่มอย่างช้า ๆ : หากไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย ให้เริ่มอย่างช้า ๆ ด้วยกิจกรรมที่รู้สึกสบายใจ
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ : ดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย แม้ว่าจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายหลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำอาจมีข้อสงสัย หรือความคิดมากมายเกี่ยวกับการออกกำลังกาย จึงรวบรวมคำตอบสำหรับประเด็นต่างๆ มาให้อ่านกัน

  1. การออกกำลังกาย ไม่เหมาะกับอายุตอนนี้เลย : การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยให้ดูและรู้สึกอ่อนกว่าวัย ลดความเสี่ยงของสภาวะสุขภาพต่าง ๆ และทำให้อารมณ์และความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น ไม่ว่าจะอายุเท่าไร
  1. การออกกำลังกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม : ตรงกันข้าม การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยเพิ่มความแข็งแรง และความสมดุล ลดความเสี่ยงในการหกล้ม
  2. ฉันแก่เกินไปที่จะเริ่มออกกำลังกาย : มันไม่สายเกินไปที่จะออกกำลังกายและรับประโยชน์จากการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุที่เริ่มออกกำลังกายในภายหลังสามารถพบกับการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ
  3. ฉันอ่อนแอเกินไปหรือมีอาการปวดเมื่อยมากเกินไป : การออกกำลังกายสามารถช่วยจัดการความเจ็บปวด เพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มความมั่นใจในตนเองได้ เริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายหนักๆ หรือไปยิมเท่านั้น ผู้สูงอายุสามารถหากิจกรรมสนุกๆ ที่สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถได้ เช่น เดิน เต้นรำ ว่ายน้ำ หรือ โยคะ โดยขณะที่ผู้สูงอายุออกกำลังกายควรมีผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ผู้ดูแลที่จัดส่งจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่ได้มาตรฐาน ผู้ดูแลจะมีประสบการณ์และได้รับการอบรมให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยสามารถปฐมพยาบาลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดการบาดเจ็บลงได้

ไม่เพียงเท่านั้น การมีเพื่อนหรือกลุ่มที่ร่วมกันออกกำลังกาย ก็ช่วยให้การออกกำลังกายสนุกขึ้น และกระตุ้นให้เกิดความกระฉับกระเฉง และหากมีเวลาไปลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ยังเป็นวิธีที่สนุก ท้าทายร่างกายและจิตใจอีกด้วย

การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นรากฐานที่สำคัญของการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี ส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตโดยรวม ผู้สูงอายุจะได้รับประโยชน์มากมายจากการออกกำลังกายที่สมดุล เช่น ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้น การทรงตัวที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น และชวนผองเพื่อนมาออกกำลังกายด้วยกัน เพื่อให้การออกกำลังกายสนุกสนานและยั่งยืนมากขึ้น


เรียบเรียงโดย : รศ. นพ.สัมมน โฉมฉาย
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ผู้สูงอายุหกล้ม อุบัติเหตุที่ดูเหมือนจะเล็ก แต่ไม่เล็กสำหรับผู้สูงวัย เพราะการหกล้มของผู้สูงอายุส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด และอาจส่งผลถึงชีวิตของผู้สูงวัยในระยะยาวอีกด้วย แต่เราสามารถป้องกันอุบัติเหตุนี้ได้

ผู้สูงอายุหกล้มมีสาเหตุจากอะไร

ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าคนวัยอื่นหลายเท่าตัว และในผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงและทรงตัวได้ไม่ดีพอ โดยในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้ม 28-35% ส่วนในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้นเป็น 32-42% ไม่เพียงเท่านั้น จากสถิติเกี่ยวกับการบาดเจ็บของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากการหกล้มสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วยผู้สูงอายุหกล้มส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

หากผู้สูงอายุหกล้ม จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ เกิดการกระแทก และมีอาการบาดเจ็บตามมา อาจบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บรุนแรง และรุนแรงที่สุดคือเสียชีวิต โดยปัญหาการหกล้มเกิดมากกับผู้สูงอายุ และมีความอันตรายมากกว่าคนวัยอื่น จากสถิติยังพบว่ามีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการหกล้มเฉลี่ย 3 คนต่อวัน แต่ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันและแก้ไขได้หากเข้าใจถึงความเสี่ยงและการดูแลที่เหมาะสม

นอกจากส่งผลกระทบต่อชีวิตและร่างกายภายนอกของผู้สูงอายุแล้ว การที่ผู้สูงอายุหกล้มยังส่งผลกระทบถึงจิตใจของผู้สูงอายุเองด้วย เพราะทำให้เกิดความกังวล ขาดความมั่นใจในการเดิน กลัวการหกล้ม อาจเกิดภาวะซึมเศร้าทำให้ช่วยเหลือตัวเองได้ลดลง รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจของคนรอบข้าง เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล ถ้าหากมีภาวะแทรกซ้อน อาจทำให้ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลนานขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุหกล้ม

สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1. ปัจจัยภายในที่มาจากร่างกายของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น สภาพร่างกายที่เสื่อมถอยตามวัย โรคประจำตัว ผลข้างเคียงจากการกินยารักษาบางชนิด

  • สมองประมวลผลช้าลง คิดช้า การตัดสินใจช้า
  • ปฏิกิริยาตอบสนองช้า การเคลื่อนไหวช้าลง
  • สายตาไม่ดี
  • หน้ามืดวิงเวียนง่าย
  • กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอ่อนแอลง ข้อต่อตึงแข็ง ไม่คล่องตัวเหมือนก่อน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อรีบเข้าห้องน้ำทำให้เสี่ยงหกล้มง่าย
  • การกินยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ยารักษาอาการชักและปวดเส้นประสาท ยาคลายวิตกกังวล ยานอนหลับ ยารักษาอาการเวียนหัวบ้านหมุน ยารักษาปัสสาวะขัด ยารักษาอาการทางจิต
  • โรคที่มักจะมาเยือนเมื่อถึงวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน ฯลฯ

ดูแลทำความสะอาดพื้นบ้านไม่ให้เปียกหรือมีสิ่งของกีดขวางจนเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุหกล้มได้

2. ปัจจัยภายนอกมาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้สูงอายุ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัยที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบากกว่าคนวัยหนุ่มสาว และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการหกล้มได้ง่าย

  • พื้น : ลื่น ขรุขระ ต่างระดับ มีธรณีประตู ทางเดินลาดชันมาก มีน้ำขัง
  • บันได : ขึ้นลงไม่สะดวก วางของกีดขวางทาง
  • มีสิ่งกีดขวางทางเดิน : โต๊ะเก้าอี้ที่มีส่วนยื่นออกมา พรมเช็ดเท้า สายไฟ บ้านรกวางของระเกะระกะบนพื้น
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ : บริเวณที่ใช้งานหรือเดินผ่านเป็นประจำ โดยเฉพาะ บันได
  • เก็บของไว้ที่สูง : ต้องเอื้อมหยิบหรือใช้เก้าอี้ปีน
  • สัตว์เลี้ยง : นอนขวางทางเดิน กระโจนใส่
  • กระจกใสขนาดใหญ่ : อาจเดินชน
  • มีบ่อน้ำ : หกล้มตกบ่อ

ผู้สูงอายุหกล้มป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้

แม้ว่าผู้สูงอายุหกล้มจะเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราก็มีวิธีป้องกันเบื้องต้นได้ ทั้งในด้านปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังต่อไปนี้

ป้องกันผู้สูงอายุหกล้มจากปัจจัยภายใน/ดูแลสุขภาพร่างกาย

  1. นอนหลับพักผ่อน กินอาหารให้พอเพียงและกินเป็นเวลา เพื่อป้องกันอาการหน้ามืดเป็นลม
  2. ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและกระดูก สร้างความยืดหยุ่นข้อต่อ และช่วยให้การทรงตัวดี ถ้ามีปัญหาสุขภาพปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม
  3. ควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เช่น ควบคุมระดับความดันโลหิต ควบคุมเบาหวานโดยการคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ระมัดระวังการกินยา สอบถามกับแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา

หมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันการหกล้มได้

ระมัดระวังการเคลื่อนไหว

  1. มีสมาธิใส่ใจในสิ่งที่ทำ ทำทีละเรื่อง
  2. อย่ารีบร้อนเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ค่อยๆ ลุกจากเตียง ดูเก้าอี้ก่อนนั่ง เดิน ไม่วิ่ง
  3. มองก่อนก้าวขึ้น-ลง ดูสภาพพื้นก่อนก้าวเดิน
  4. งดปีนป่ายหยิบของจากที่สูง หรือปีนซ่อมแซมบ้าน ตัดต้นไม้

ป้องกันผู้สูงอายุหกล้มจากปัจจัยภายนอกปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

1. ห้องนอน ควรให้ผู้สูงอายุพักอาศัยในบริเวณห้องชั้นล่างเพื่อเลี่ยงการขึ้นบันไดที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

  • ไม่นอนบนพื้น อาจปวดข้อ หรือวิงเวียนหน้ามืด ทำให้เสียการทรงตัว
  • ใช้เตียงสูงระดับข้อพับเข่าเพื่อลุกนั่งสะดวก ไม่มีขอบแหลมคม ฟูกไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป
  • สวิตช์ไฟเปิดปิดสะดวก อยู่ในจุดใกล้เตียงนอน ใกล้ประตู
  • อยู่ชั้นล่าง เพื่อเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ
  • มีบริเวณเดินสะดวก

2. ห้องน้ำ ควรติดตั้งราวจับในห้องน้ำและทางเดินเพื่อให้ผู้สูงอายุใช้เกาะพยุงตัวป้องกันการหกล้ม

  • พื้นต้องไม่ลื่น
  • มีราวจับตามจุดต่างๆ
  • อุปกรณ์ใช้งานสะดวก
  • ประตูเปิดออกด้านนอก หรือใช้บานเลื่อน

3. ห้องครัว

  • อุปกรณ์การใช้งานต่างๆ หยิบได้ง่าย ไม่ต้องก้ม เอื้อมไกล หรือเอื้อมข้ามเตา
  • มีเก้าอี้ให้นั่งพัก
  • แสงสว่างพอเพียง
  • พื้นไม่ลื่น

4. ห้องนั่งเล่น

  • เครื่องเรือนมีความแข็งแรงมั่นคง ไม่มีส่วนใดยื่นออกมา งดใช้เก้าอี้โยก

5. สภาพแวดล้อมในบ้าน

  • พื้นเรียบเสมอกัน ไม่ลื่น ไม่ขรุขระ ไม่ใช้พื้นต่างระดับ ไม่มีธรณีประตู ทางไม่มีจุดลาดชันมากเกินไป ไม่มีน้ำขัง
  • จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่มีของวางกีดขวางทางเดิน พรม หรือสายไฟบนพื้น
  • ติดไฟให้มีแสงสว่างมองเห็นชัดในจุดที่มักละเลย เช่น บันได และทางเดิน
  • บันได ไม่วางสิ่งของ มีราวจับ
  • ติดราวจับช่วยพยุงตัวภายในห้องน้ำ หรือภายในบ้าน ตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกายผู้สูงอายุ

6. อื่นๆ

  • ใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น สวมแว่นสายตา ไม้เท้าช่วยพยุง ไม้ช่วยใส่รองเท้า เครื่องช่วยฟัง ติดตั้งอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ติดอุปกรณ์กันกระแทก
  • ใช้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่ช่วยให้มีความคล่องตัว ใส่สบาย ไม่มีการตกแต่งรุงรัง หรือมีน้ำหนักมาก

นอกจากนี้ น่าจะดีกว่าหากผู้สูงอายุที่คุณรักจะได้รับการดูแลโดยผู้ดูแลที่จัดส่งจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่มีมาตรฐาน เพื่ออยู่เป็นเพื่อน และดูแลพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการหกล้มที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุได้ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลCaregiverThai.com
Cr : Thairath