ผู้สูงวัยมักมีอาการคันง่ายกว่าหนุ่มสาว เนื่องจากต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ผิวหนังจึงแห้ง ขาดน้ำ ทำให้เกิดขุยและอาการคัน พบมากในบริเวณขา แต่อาจพบที่มือหรือลำตัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดเป็นภาวะผิวหนังแห้งและอักเสบ เกิดการแดง ลอก และคันมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเกาจนทำให้เกิดแผลบริเวณผิวหนังซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้  โรคผิวหนังผู้สูงอายุ ที่พบบ่อย เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น อาการคันจากผิวแห้ง (Xeroderma) ผื่นคันจากการแพ้ (Atopic dermatitis) กระเนื้อ (Seborrhoeic keratoses) เป็นต้น  การดูแลผิวสำหรับผู้สูงวัย  อาบน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นพอดีแต่ไม่ร้อน ไม่ขัดถูรุนแรง เช็ดตัวแค่พอหมาดก่อนใช้มอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมบำรุงผิว เลือกใช้ชนิดที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และมีความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงเวลาแดดจัด งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นตรวจสอบผิวหนังของตนเองสม่ำเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์  อายุที่เพิ่มขึ้นของผู้สูงวัย ส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ผิวหนัง เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง และเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคผิวหนังบางโรคได้มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังของผู้สูงวัยจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

  • ผิวซีดลงเนื่องจากเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ทำงานลดลง แต่จะมีการสะสมเป็นจุดๆ โดยเฉพาะส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ทำให้เกิดเป็นจุดสีน้ำตาลกระจายตามผิวหนังได้ 
  • เกิดเนื้องอกซึ่งเรียกว่า “กระเนื้อ” เพิ่มขึ้น  
  • ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ทำให้รูขุมขนกว้าง ผิวแห้ง เป็นขุย บางครั้งเกิดอาการคัน แพ้สิ่งต่างๆ ได้ง่าย 
  • ผิวหนังบางลง คอลลาเจนและอีลาสตินลดลง ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นลดลง เกิดริ้วรอย ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ผิวเปราะแตก ฉีกขาดเป็นแผลได้ง่าย 
  • เมื่อเกิดแผลจะหายได้ช้ากว่าในวัยหนุ่มสาว หลอดเลือดเปราะ ฟกช้ำ หรือมีเลือดคั่งใต้ผิวหนังได้ง่าย 
  • เล็บแข็งและหนา สีเข้มขึ้น แต่เปราะ ผุ หักง่าย 
  • การรับความรู้สึกที่ผิวหนังลดลง ง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุ 

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เกิดโรคผิวหนังหรือภาวะบางชนิดได้ง่ายขึ้น 

8 โรคหรืออาการทางผิวหนังที่มักพบในผู้สูงอายุ

1. ผิวหนังเหี่ยวย่น  เป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุ เกิดจากการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินบริเวณผิวหนังลดลง และมีปัจจัยกระตุ้นคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าในการแสดงอารมณ์ การถูใบหน้าแรงๆ เป็นประจำ การสัมผัสแสงแดด

วิธีป้องกัน 

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดหรือใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ที่เพียงพอเมื่อจำเป็นต้องออกแดด 
  • หลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์หรือลักษณะนิสัยที่ทำให้เกิดรอยย่น เช่น การขมวดคิ้ว การสูบบุหรี่ รวมถึงการถูบริเวณใบหน้าเป็นประจำ 
  • การใช้ครีมเพื่อป้องกันริ้วรอย หรือการฉีดสารประเภทโบทูลินัม ทอกซิน (โบท็อกซ์) เพื่อป้องกันริ้วรอย 

วิธีรักษา 

  • การใช้ครีมหรือโลชั่นอาจช่วยได้แต่เป็นส่วนน้อย อาจมีการฉีดสารเพื่อเติมเต็มร่องและริ้วรอยบริเวณใบหน้า
  • การใช้แสงเลเซอร์ หรือการทำศัลยกรรมใบหน้า

2. อาการคันจากผิวแห้ง (Xeroderma)   เกิดจากต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ผิวหนังจึงแห้ง ขาดน้ำ ทำให้เกิดขุยและอาการคัน พบมากในบริเวณขา แต่อาจพบที่มือหรือลำตัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดเป็นภาวะผิวหนังแห้งและอักเสบ (Xerotic eczema) เกิดการแดง ลอก และคันมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเกาจนทำให้เกิดแผลบริเวณผิวหนังซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ 

วิธีป้องกัน  

  • ไม่อาบน้ำนานเกินไป ใช้น้ำอุ่นแต่ไม่ร้อนจนเกินไป ไม่อาบน้ำบ่อย และไม่ขัดถูผิวหนังแรงๆ 
  • ใช้สบู่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผิวแห้ง
  • ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรือครีมที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea cream) 
  • หากอากาศแห้งควรใช้เครื่องเพิ่มความชื้น
  • หลีกเลี่ยงการเกาเนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลและติดเชื้อได้  

วิธีรักษา  โดยทั่วไปอาการมักดีขึ้นหากผิวหนังได้รับความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ แต่หากอาการคันยังมีอย่างต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอื่นๆ เช่น พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ การแพ้หรือผลข้างเคียงของยาบางชนิดได้ 

3. ผื่นคันจากการแพ้ (Atopic dermatitis)  พบได้มากในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นคันจากการแพ้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฝุ่นละออง สารเคมี อาหารทะเล สัตว์เลี้ยง อุณหภูมิ หรือยาที่ใช้ประจำ ผื่นคันมักเป็นบริเวณข้อพับ เป็นผื่นแดง นูน และก่อให้เกิดอาการคันมาก

วิธีป้องกัน 

  • สังเกตและพยายามหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการแพ้ หากไม่พบสาเหตุหรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทำการทดสอบและรักษา โดยการค่อยๆ ปรับเพิ่มการสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดการแพ้ (desensitization) 

วิธีรักษา 

  • หากเป็นในบริเวณไม่มาก สามารถรักษาด้วยการทายาสเตียรอยด์ได้ แต่หากเป็นในบริเวณกว้างการทายาสเตียรอยด์อาจไม่ครอบคลุม อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มยาแก้แพ้แต่ต้องระวังผลข้างเคียงทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม การใช้ยาสเตียรอยด์แบบรับประทานควรใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ในการใช้เท่านั้น 

4. ผิวหนังเปลี่ยนสี จุดด่างดำในผู้สูงอายุ (Senile lentigo หรือ Age spots)  เกิดจากการรวมตัวของเม็ดสีผิดปกติในผิวหนัง มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงเข้ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยทั่วไปจะเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร โดยจะพบมากในผู้มีประวัติครอบครัวมีผิวหนังเปลี่ยนสีมาก่อน และจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุโดยเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดด เช่น คอ หน้า และหลังมือ

วิธีป้องกัน 

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสลมและแสงแดดเนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นโดยตรงของภาวะนี้ 

วิธีรักษา 

  • โดยทั่วไปมักไม่มีอันตรายจึงไม่ต้องรักษา เว้นแต่เพื่อความสวยงาม แต่หากเส้นผ่านศูนย์กลางมีขนาดใหญ่มาก มีการนูนผิดปกติ หรือมีความไม่สม่ำเสมอของสี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็งผิวหนัง 

5. สิวในผู้สูงอายุ (Senile comedone)  เป็นลักษณะสิวอุดตันหัวปิด เห็นเป็นจุดสีดำเล็กๆ รวมตัวกัน หรือเป็นสิวหัวเปิดสีขาว โดยไม่ค่อยมีลักษณะการอักเสบ มักพบบริเวณตาและโหนกแก้มที่ถูกแสงแดดมาก

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด ใช้ครีมกันแดดโดยเฉพาะชนิดที่ไม่มีน้ำมันเมื่อจำเป็นต้องออกแดด 

วิธีรักษา

  • ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนวันละสองครั้ง อาจพบแพทย์เพื่อพิจารณาสั่งยาทาประเภท Retinoid อาจใช้การรักษาโดยการจี้แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ 

6. กระเนื้อ (Seborrhoeic keratoses) มีลักษณะนูน กลมหรือรี สีเข้ม มักพบบริเวณใบหน้า อก คอ หลัง อาจมีอาการคันได้เล็กน้อย

วิธีป้องกัน 

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด 

วิธีรักษา 

  • โดยทั่วไปมักไม่มีอันตรายจึงไม่ต้องรักษา เว้นแต่เพื่อความสวยงาม โดยแพทย์จะรักษาด้วยเลเซอร์ CO2  หรือความเย็นจี้ อย่างไรก็ตาม กระเนื้ออาจมีขนาดใหญ่และแยกออกยากจากมะเร็งผิวหนัง จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจและแยกโรค 

7. แผลและการติดเชื้อ  เนื่องจากผู้สูงอายุจะมีผิวหนังที่บางและเปราะ ฉีกขาดง่าย จึงเกิดแผลได้ง่าย และเมื่อมีแผลก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง

การป้องกัน 

  • ควรระวังกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดแผล ผู้ดูแลที่บ้านสามารถช่วยผู้สูงอายุในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่จะนำไปสู่การเกิดบาดแผลได้ หลีกเลี่ยงการจับ ถู กระแทกผิวหนังแรงๆ สวมใส่เสื้อผ้าที่นุ่มปกคลุมผิวหนังเพื่อป้องกันการเกิดแผล โดยการรักษา 
  • หากมีแผลควรทำความสะอาดแผลให้สะอาด ป้องกันการติดเชื้อ อาจไปพบแพทย์เพื่อรักษาและพิจารณาสั่งยาฆ่าเชื้อ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารอย่างเพียงพอเพื่อช่วยในการหายของแผล 

8. มะเร็งผิวหนัง  พบได้หลายชนิด สัมพันธ์กับกรรมพันธุ์และการถูกแสงแดด  
วิธีการดูแลผิวหนังสำหรับผู้สูงวัย

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในการดูแลผิว โดยเลือกชนิดที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และมีความชุ่มชื้น เช่น ครีม Sixtysense  
  • อาบน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นพอดี 
  • เว้นการขัดถูอย่างรุนแรงที่บริเวณผิวหนัง 
  • เช็ดตัวแค่พอหมาดก่อนใช้มอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมบำรุงผิว  
  • ใช้เครื่องสร้างความชื้น (humidifier) เมื่ออากาศแห้ง 
  • ใส่ถุงมือ หมวก เสื้อแขนยาว โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่สามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ปกคลุมผิวและทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 เป็นอย่างน้อย เมื่อจำเป็นต้องออกแดดหรือตากแดดนานๆ ควรหาที่ร่มและไม่ออกแดดในเวลาแดดจัด เช่น 10.00-14.00 น. 
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 
  • หมั่นตรวจสอบผิวหนังของตนเองสม่ำเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ 
  • หากมีความกังวลเกี่ยวกับผิวหนัง ริ้วรอย จุดหรือรอยดำ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำการดูแลรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การยกกระชับ การทำเลเซอร์เพื่อความกระจ่างใสและลดรอยดำ ลดริ้วรอยต่างๆ ได้

พญ. ลออ อรุณพูลทรัพย์

Cr : www.samitivejhospitals.com

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เท่านั้น ทางบริษัทไม่สามารถให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลได้ หากท่านมีความกังวล และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย

สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจในการดูแลผู้ป่วย เพราะโรคอัลไซเมอร์ไม่ใช่เพียงแค่อาการหลงลืมเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย ที่กระทบต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง บทความนี้จะกล่าวถึงปัญหา “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน” ซึ่งเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ผู้ดูแลหลายคนพบเจอ โดยบทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงสาเหตุและวิธีรับมือกับอาการเหล่านี้ค่ะ

  • ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน เป็นเพราะอะไร?
  • ถ้าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน หรือตื่นกลางดึก ต้องทำอย่างไร?
  • แก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน โดยไม่ใช้ยา
  • เลือกเตียงอย่างไร ให้เหมาะสมกับ “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์”

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน เป็นเพราะอะไร?

 อัลไซเมอร์ คือภาวะสมองเสื่อมประเภทหนึ่ง โดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ มักมีปัญหาไม่ยอมนอนหรือนอนไม่หลับเป็นประจำ จากการสำรวจพบว่า ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมที่มีอาการเริ่มต้นถึงปานกลาง มีปัญหาไม่ยอมนอนมากถึง 25% และอีก 50% เป็นผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมขั้นรุนแรง (ข้อมูลจากโรงพยาบาล Mayo Clinic, ประเทศสหรัฐอเมริกา)
         สาเหตุของการที่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอนในเวลากลางคืนนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถการันตีได้แน่นอนว่าเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงงของสมองซึ่งเกิดมาจากโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม อีกทั้งผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่จะมีนาฬิกาชีวิต (วงจรที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย) เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กินหรือนอนไม่เป็นเวลาที่ควรจะเป็น รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ดังนี้


ปัจจัยด้านโรคบางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน

  • อาการซันดาวน์ (Sundown Syndrome) : เป็นพฤติกรรมที่มักเกิดในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม โดยผู้ป่วยจะนอนมากในช่วงกลางวันหรือบ่าย พอตกช่วงเย็นหรือค่ำๆ (พระอาทิตย์ใกล้ตกดินดิน) ผู้ป่วยจะแสดงอาการก้าวร้าว อาละวาด หรือวิตกกังวล จนในที่สุดช่วงกลางดึก ผู้ป่วยก็จะไม่ยอมนอน
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) : มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคซึมเศร้าทั่วไป เป็นอีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ถึง 40% เนื่องจากความผิดปกติของสมองและอารมณ์ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเศร้า ร้องไห้ สิ้นหวัง แต่จะมีอาการเป็น ๆ หายๆ ซึ่งอารมณ์ที่ไม่คงที่นี้ มักส่งผลทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ
  • โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) : เป็นโรคที่มีความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม เนื่องจากโรคส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ ส่งผลทำให้การนอนหลับผิดปกติ รวมทั้งยารักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์บางชนิด ก็มีผลต่อการนอนหลับของผู้ป่วยเช่นกัน โดยโรคนอนไม่หลับพบในผู้ป่วยอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมมากถึง 25-33%
  • โรคขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome) : ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่ขาจนต้องขยับขาตลอด หรือมีอาการขากระตุก โดยผู้ที่มีอาการโรคนี้มักจะนอนไม่หลับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน

  • ในช่วงระหว่างวันผู้ป่วยไม่ค่อยได้ทำกิจกรรม หรือออกจากบ้าน
  • ผู้ป่วยไม่สบายตัวหรือเจ็บป่วยด้วยอาการบางอย่าง
  • ผู้ป่วยทำกิจวัตรต่างๆ ไม่เป็นเวลาที่แน่นอน
  • ภายในห้องนอนมืดเกินไป จนทำให้ผู้ป่วยเห็นเงาหรือภาพหลอน

ถ้าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน หรือตื่นกลางดึก ต้องทำอย่างไร?          ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน นอนไม่หลับ หรือนอนแล้วตื่นกลางดึก เป็นปัญหาที่ผู้ดูแลหลายคนมักพบเจอ อีกทั้งในเวลากลางดึกผู้ป่วยก็มักมีอาการเห็นภาพหลอน วิตกกังวลว่าจะมีใครมาทำร้าย หรือกระสับกระส่ายลุกเดินไปเดินมา ซึ่งในช่วงกลางดึกก็เป็นเวลาที่ผู้ดูแลเองก็ต้องการการพักผ่อนเช่นกัน จึงทำให้ผู้ดูแลหลายคนก็เกิดความเครียด ท้อแท้ และสุขภาพแย่ลงตามมาด้วย
How to รับมือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน

1. ผู้ดูแลต้องพยายามใจเย็น ไม่หงุดหงิด และไม่ดุด่าหรือเถียงผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยยิ่งหงุดหงิดและอาละวาดเพิ่มมากขึ้น

2. ให้ถามผู้ป่วยอย่างใจเย็นว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องการอะไร เจ็บปวดไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า เช่น ผู้ป่วยปวดปัสสาวะ หรือห้องนอนร้อนไปหรือเย็นไปหรือเปล่า แล้วพยายามแก้ปัญหานั้นๆ ให้ผู้ป่วย

3. พยายามปลอบผู้ป่วยให้สงบอย่างใจเย็น หากผู้ป่วยจะเดินไปไหนให้ปล่อยผู้ป่วยเดินตามต้องการ โดยผู้ดูแลต้องเดินตามไปดูแลด้วย อย่าพยายามห้ามผู้ป่วย (ถ้าไม่ใช่ที่อันตราย) เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยอาละวาดและต่อต้าน

4. เมื่อสามารถแก้ปัญหาหรือทำความต้องการของผู้ป่วยได้ ให้พยายามพาผู้ป่วยกลับเข้านอน โดยเตือนให้ผู้ป่วยรู้อย่างใจเย็นว่า นี่เป็นเวลาดึกแล้วและถึงเวลาต้องนอนแล้ว

5. หากเป็นไปได้ ให้สมาชิกคนอื่นๆ สับเปลี่ยนกันมาดูแลผู้ป่วย หรือการใช้บริการผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่ดูบ้าน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ดูแลต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพราะการดูแลผู้ป่วยจำเป็นจะต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจมาก

แก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน โดยไม่ใช้ยา

การรักษาหรือแก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน มีทั้งวิธีที่ทั้งใช้ยาและไม่ใช้ยา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอัลไซเมอร์ และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) แนะนำให้ผู้ดูแลแก้ปัญหาด้วยวิธีไม่ใช้ยามากกว่า เพราะการใช้ยานอนหลับในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการนอนอย่างยั่งยืน แถมยังทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ไม่ดี หกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อเกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วย


วิธีแก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน โดยไม่ใช้ยา

  • ให้ผู้ป่วยกินอาหาร เข้านอน ตื่น และทำกิจวัตรต่างๆ เป็นเวลาที่แน่นอน
  • ตอนเช้าควรให้ผู้ป่วยออกไปรับแสงแดด เพื่อกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น และยังทำให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าเรื่องเวลา ช่วยปรับวงจรการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติขึ้น
  • รักษาอาการเจ็บป่วยที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับ
  • หากผู้ป่วยยังมีสุขภาพร่างกายที่ปกติ พยายามอย่าให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่างๆ บนเตียง ให้ใช้เตียงเป็นพื้นที่สำหรับการนอนเท่านั้น
  • ให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน และห้ามให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ ชา-กาแฟ และสูบบุหรี่
  • พยายามอย่าให้ผู้ป่วยนอนกลางวันหรือบ่าย หากจำเป็นควรให้นอนช่วงกลางวันไม่เกิน 30 นาที เพราะจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ
  • ทำกิจกรรมผ่อนคลายในช่วงเย็น เพื่อให้ผู้ป่วยอารมณ์สงบและผ่อนคลาย ด้วยการเปิดเพลงเบาๆ อ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
  • ไม่ควรให้ผู้ป่วยดูโทรทัศน์ก่อนนอน
  • จัดห้องนอนให้เหมาะสำหรับการนอนที่สบาย ให้อุณหภูมิในห้องไม่หนาวหรือร้อนเกินไป เปิดโคมไฟ หรือจัดไฟใต้เตียง เพื่อผู้ป่วยจะได้ไม่รู้สึกกลัว กังวล หรือเห็นภาพหลอน และยังช่วยป้องกันผู้ป่วยชนสิ่งของหรือเกิดอันตรายเวลาลุกเดินไปเข้าห้องน้ำอีกด้วย

         ลองใช้วิธีข้างต้นในการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยนะคะ หากลองทำไปสักระยะแล้วผู้ป่วยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ให้ลองปรึกษาแพทย์ผู้รักษาดูค่ะ แพทย์อาจพิจารณาลดการใช้ยารักษาอัลไซเมอร์บางตัว เพราะจะมียาบางประเภทที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ หรืออาจพิจารณาจ่ายยานอนหลับให้ สิ่งสำคัญ ผู้ดูแลห้ามซื้อยานอนหลับหรือลดการใช้ยาด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยอาการแย่ลงหรือเกิดอันตรายได้

เลือกเตียงอย่างไร ให้เหมาะสมกับ “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์”

สาเหตุที่ผู้ดูแลต้องเอาใจใส่เรื่องเตียงผู้ป่วยเป็นพิเศษนั้น เพราะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มักจะชอบลุกหนีจากเตียงหรือปีนป่าย และมีโอกาสพลัดตกเตียงสูงกว่าผู้ป่วยทั่วไป ดังนั้น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จึงไม่ควรใช้เตียงนอนแบบคนทั่วไป หรือเป็นเตียงที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ ผู้ดูแลจำเป็นจะต้องเลือกเตียงที่เหมาะสม โดยพิจารณาข้อมูลต่างๆ ดังนี้

วิธีเลือกเตียงสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

  • สำคัญที่สุด คือ ต้องเลือกเตียงผู้ป่วยที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ ยิ่งต่ำได้มากยิ่งดี ซึงเป็นวิธีป้องกันผู้ป่วยบาดเจ็บจากการผลัดตกเตียง หรือกระโดดลงจากเตียงโดยผู้ดูแลไม่รู้ตัวได้ดีที่สุด
  • เตียงผู้ป่วยควรมีราวกั้นเตียง เพื่อป้องกันผู้ป่วยนอนพลัดตกเตียง แต่จำเป็นต้องเลือกราวกั้นเตียงที่มีมาตรฐาน เพื่อป้องกันอวัยวะของผู้ป่วยเข้าไปติด
    • มีช่องว่างของราว น้อยกว่า 12 เซนติเมตร
    • ความสูงเมื่อวัดจากฟูก มากกว่า 22 เซนติเมตร
    • ระยะห่างของปลายราวกั้นเตียงถึงปลายเตียง ควรน้อยกว่า 6 เซนติเมตร หรือมากกว่า 23.5 เซนติเมตร
    • ระยะห่างของราวกั้นเตียงแต่ละชิ้น (กรณีเป็นราวแบบ 2 ตอน) ควรน้อยกว่า 6 เซนติเมตร หรือมากกว่า 23.5 เซนติเมตร
    • ความสูงจากพื้นเตียงถึงขอบราวกั้นเตียงด้านล่าง น้อยกว่า 6 เซนติเมตร
    • ความยาวของราวกั้นเตียง ควรยาวเกินครึ่งหนึ่งของความยาวเตียง
    • เลือกเตียงผู้ป่วยที่ดีไซน์อบอุ่น เหมือนเตียงนอนทั่วๆ ไป จะช่วยทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกหดหู่ แปลกแยก หวาดกลัว หรือเหมือนถูกกังขังเหมือนเตียงโรงพยาบาล

ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ที่นอนโฟมป้องกันแผลกดทับควบคู่ไปด้วย เพราะผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจเกิดแผลกดทับได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะสุดท้าย
สรุป การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้น ผู้ดูแลต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมาก ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ยอมนอน เป็นปัญหาที่ผู้ดูแลต้องเจอบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยนั้นเสียสุขภาพและอาจเกิดอันตรายได้แล้ว ยังทำให้ผู้ดูแลนั้นเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอด้วย อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ยอมนอนของผู้ป่วยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีนะคะ
Cr : ALLWELLHEALTHCARE

ผู้เป็นเบาหวานทำไมถึงต้องดูแลเท้า
ผู้เป็นเบาหวานที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆในร่างกาย รวมถึงขาและเท้า พบว่าผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลเรื้อรังที่เท้าสูง นำไปสู่การถูกตัดนิ้วเท้า เท้า หรือขาได้ โดยสาเหตุที่ผู้เป็นเบาหวานเกิดแผลที่เท้าง่าย เกิดได้จาก
1. ระบบปลายประสาทส่วนปลายเสื่อม หรือบางคนอาจเรียกว่า “เบาหวานลงเท้า” ภาวะนี้มีอาการได้หลากหลาย ในระยะแรก มักมาด้วยอาการปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะตอนกลางคืน แต่อาการที่พบบ่อยกว่า คือ อาการชา ผู้เป็นเบาหวานมักมีอาการทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน โดยเริ่มชาจากปลายนิ้วเท้าก่อน แล้วเริ่มชาไล่ขึ้นไปบริเวณหลังเท้าและขาทั้งสองข้าง เมื่อมีอาการชา อาจเหยียบของมีคมโดยไม่รู้สึกตัวทำให้เกิดแผลได้ง่าย นอกจากนั้นอาการชาอาจทำให้ผู้ป่วยเดินลงน้ำหนักที่บริเวณแผล ทำให้แผลถูกกดทับตลอดเวลาและไม่สามารถหายได้ เมื่อระบบประสาทส่วนปลายเสื่อมนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆ บางมัดบริเวณเท้าฝ่อลง เกิดเท้าบิดผิดรูป ทำให้บางส่วนของเท้ามีการรับน้ำหนักผิดปกติทำให้เกิดแผลที่เท้าตามมาได้
2. ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม ทำให้ผิวหนังบริเวณเท้าแห้ง คัน ทำให้เกิดแผลได้ง่าย
3. หลอดเลือดส่วนปลายที่ขาตีบ ทำให้แผลที่เท้าหายยากขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียเท้าหรือขาตามมาได้
ลักษณะความผิดปกติของเท้าที่อาจพบได้ในผู้เป็นเบาหวาน
1. เท้าผิดรูปในลักษณะต่างๆ
2. ผิวหนังที่เท้าผิดปกติ หนังแข็งหรือตาปลาที่บริเวณเท้า
3. แผลที่เท้าแบบต่างๆ
ปัจจัยเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้า และการถูกตัดเท้าหรือขาในผู้เป็นเบาหวาน
– เพศชาย
– สูงอายุ
– ผู้ที่สูบบุหรี่
– ผู้ที่เคยมีแผลที่เท้า หรือถูกตัดเท้าหรือขามาก่อน
– ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทส่วนปลายจากโรคเบาหวาน หรือมีหลอดเลือดส่วนปลายที่ขาตีบ
– ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนหลอดเลือดขนาดเล็กจากเบาหวาน เช่น จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม
– ผู้ที่มีเท้าผิดรูป หนังแข็ง หรือเล็บเท้าผิดปกติ
– ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานมากกว่า 10 ปี หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี
– ผู้ที่สวมรองเท้าไม่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมการดูแลเท้าที่ไม่ถูกต้อง

วิธีการดูแลเท้าสำหรับผู้เป็นเบาหวาน เพื่อป้องกันการเกิดแผลที่เท้า
คำแนะนำทั่วไป
– ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
– มาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสำรวจและตรวจเท้า
– หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เนื่องจากอาจกดทับเส้นประสาทที่บริเวณเข่าได้
– ห้ามสูบบุหรี่
– หากพบว่ามีแผลแม้เพียงเล็กน้อย ให้ทำความสะอาดทันทีและควรรีบมาพบแพทย์

การสำรวจเท้าสำหรับผู้เป็นเบาหวาน

  • สำรวจเท้าตนเองทุกวัน โดยสำรวจอย่างละเอียดทั้งบริเวณหลังเท้า ฝ่าเท้า ส้นเท้า และระหว่างซอกนิ้วทุกๆนิ้ว ว่ามีรอยแดงที่ผิดปกติ รอยแผลถลอก บาดแผล หนังด้านแข็ง รอยแตก การติดเชื้อรา หรือสิ่งผิดปกติที่อาจมีอยู่ใต้ฝ่าเท้าโดยที่เราไม่ทราบหรือไม่มีอาการเจ็บมาก่อนหรือไม่
  • หากไม่สามารถก้มสำรวจเท้าได้เอง ควรใช้กระจกสะท้อนส่องดู
  • หากมีปัญหาเรื่องการมองเห็นควรให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดสำรวจเท้าแทน
  • หากมีหนังด้านแห้ง หูด ตาปลา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรตัดหรือใช้สารเคมีลอกด้วยตนเอง

การทำความสะอาดเท้าสำหรับผู้เป็นเบาหวาน
– ทำความสะอาดเท้า โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าทุกวันด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน วันละ 2 ครั้ง รวมทั้งทำความสะอาดทันทีที่เท้าสกปรก หลังทำความสะอาดควรเช็ดเท้าให้แห้งทันทีด้วยผ้าเช็ดตัวหรือผ้านุ่มที่สะอาด
– ห้ามใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดเท้า เนื่องจากจะทำให้ผิวเท้าแห้งยิ่งขึ้น
– ห้ามแช่เท้าในน้ำอุ่นหรือวางกระเป๋าน้ำร้อนบนเท้าเด็ดขาด หากมีอาการเท้าเย็นตอนกลางคืนให้สวมถุงเท้า
การทาโลชั่นบริเวณเท้าหลังการทำความสะอาดเท้า
– ผู้เป็นเบาหวานมักมีผิวหนังแห้งหรือค่อนข้างแห้ง อาจทำให้คันและเกิดแผลได้ ควรใช้โลชั่นหรือครีมทาบางๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น โดยเลือกโลชั่นชนิดใดก็ได้ แต่ควรเป็นโลชั่นที่ซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและไม่ลื่น
– แนะนำให้ทาโลชั่นบริเวณหลังเท้า ฝ่าเท้า ส้นเท้า และบริเวณเล็บเท้า หลีกเลี่ยงการทาบริเวณซอกนิ้วเท้าเนื่องจากจะก่อให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย
– ระหว่างการทาโลชั่นที่เท้าสามารถใช้ฝ่ามือลูบบริเวณฝ่าเท้าที่เรามองไม่เห็น ว่าผิวสัมผัสเรียบปกติหรือไม่ ถ้าผิวสัมผัสไม่เรียบ บ่งชี้ว่าอาจมีสิ่งผิดปกติอยู่บริเวณฝ่าเท้า ควรทิ้งเวลาให้โลชั่นที่ทาซึมเข้าสู่ผิวหนัง ก่อนการสวมถุงเท้าหรือรองเท้า
การใส่ถุงเท้าและรองเท้า
– ผู้เป็นเบาหวานควรสวมถุงเท้าและรองเท้าเสมอ ทั้งขณะเดินในบ้านและนอกบ้าน ไม่ควรเดินเท้าเปล่า
– ควรสวมถุงเท้าก่อนสวมรองเท้าเสมอ โดยเลือกถุงเท้าที่ไม่รัดแน่นเกินไป ไม่มีตะเข็บ (หากถุงเท้ามีตะเข็บให้กลับด้านในออก) และควรเปลี่ยนทุกวัน
– สำรวจภายในรองเท้าก่อนสวมทุกครั้งว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันการเหยียบสิ่งแปลกปลอมจนเกิดแผล
– หากสวมรองเท้าใหม่ ควรสวมประมาณครึ่งชั่วโมงในวันแรกๆ วันต่อไปค่อยๆเพิ่มเป็นหนึ่งชั่วโมง โดยสวมสลับกับรองเท้าคู่เก่า เพื่อให้รองเท้าค่อยๆขยายปรับตัวจนเข้ากับเท้าได้ดี
การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม
– เลือกสวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี เหมาะสมกับรูปเท้า ไม่หลวมหรือคับเกินไป ไม่มีหน้าแคบจนบีบหน้าเท้า
– เนื่องจากรองเท้าเบอร์เดียวกันอาจมีขนาดแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ และคนส่วนใหญ่มักมีขนาดเท้าสองข้างไม่เท่ากัน จึงควรลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างและลองเดินก่อนเลือกซื้อรองเท้าเสมอ
– ควรเลือกรองเท้าหุ้มส้นเพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่เท้า ไม่มีตะเข็บหรือมีตะเข็บน้อยเพื่อมิให้ตะเข็บกดผิวหนัง และมีเชือกผูกหรือมีแถบ Velcro เพื่อช่วยให้สามารถปรับความพอดีกับเท้าได้มากขึ้น
– หลีกเลี่ยงรองเท้าแตะแบบคีบหรือรองเท้าแตะที่ทำด้วยหนังหรือพลาสติกแข็ง
การตัดเล็บ
– ควรใช้กรรไกรตัดเล็บขอบตรงตัดตามแนวขอบเล็บเท่านั้นโดยให้ปลายเล็บเสมอกับปลายนิ้ว แล้วใช้ตะไบขัดเพื่อลบรอบคมและป้องกันการเกิดเล็บขบ
– ห้าม ตัดเล็บสั้นเกินไปและลึกถึงจมูกเล็บ
– ห้าม ตัดเนื้อเพราะอาจเกิดแผลและมีเลือดออก
– ถ้าเล็บหนาไม่สามารถตัดเล็บเองได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเท้าตัดเล็บให้
การออกกำลังกายเท้า
– ควรออกกำลังกายเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการไหลเวียนเลือดมาปลายเท้า โดยมีท่าบริหารดังนี้
– กระดกข้อเท้าขึ้นลงสลับกัน
– หมุนข้อเท้า โดยหมุนเข้าและออกสลับกัน
– ใช้นิ้วเท้าจิกผ้าที่วางอยู่บนพื้นเพื่อบริหารกล้ามเนื้อเล็กๆในเท้า
– นั่งบนเก้าอี้ ยกขาขึ้น เหยียดเข่าตึง และกระดกข้อเท้าขึ้นค้างไว้นับ 1 ถึง 10 นับเป็น 1 ครั้ง
– ควรออกำลังกายอย่างน้อยวันละ 3 รอบ รอบละ 10 ครั้ง
ระดับความเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน
1. ระดับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่ไม่มีแผลที่เท้าขณะประเมิน ไม่มีประวัติการเป็นแผลที่เท้าหรือถูกตัดขา / เท้า / นิ้วเท้า ผิวหนังและรูปเท้าผิดปกติ ผลการประเมินการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเองที่เท้าและชีพจรปกติ
2. ระดับความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่ตรวจพบผลการประเมินการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเองที่เท้าผิดปกติและ/หรือ ชีพจรเท้าเบาลง หรือตรวจค่า ABI < 0.9 ควรพิจารณาอุปกรณ์เสริมในรองเท้าหรือรองเท้าที่เหมาะสมและนัดตรวจเท้าอย่างละเอียดทุก 6 เดือน
3. ระดับความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่มีประวัติมีแผลที่เท้าหรือถูกตัดขา / เท้า / นิ้วเท้า หรือมีความเสี่ยงปานกลางร่วมกับพบเท้าผิดรูป ควรพิจารณาตัดรองเท้าพิเศษ และนัดตรวจเท้าอย่างละเอียดทุก
3 เดือน
และเพราะการก้มลง หรือยกเท้าขึ้นมาสำรวจ หรือการหาอุปกรณ์อื่นๆ มาช่วยในการสำรวจเท้าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้ที่กำลังเจ็บป่วย หรืออ่อนแรงลง และผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุบางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นรบกวนลูกหลานหากต้องให้มาช่วยดูแลในส่วนนี้ ดังนั้นการมีผู้ดูแลผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่บ้านคอยช่วยดูแล และสำรวจความเปลี่ยนแปลง หรือความผิดปกติของเท้าให้ผู้ป่วย หรือผู้สูงอย่างสม่ำเสมอ จึงน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดี ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบายกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุนะคะ
Cr: โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์

เป็นที่ตระหนักกันว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ทั่วโลก และเป็นสาเหตุที่สำคัญของอัมพฤกษ์อัมพาต ข้อมูลทางสถิติพบว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกิดใหม่ทั่วโลกราว 10-15 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5 ล้านคนเสียชีวิต และอีก 5 ล้านคนกลายเป็นคนพิการอย่างถาวร
โรคหลอดเลือดสมอง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1. โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตันเฉียบพลัน พบประมาณ 80-90% ของผู่ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองตีบหรืออุดตัน ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอยู่เป็นเปวลานานจะเป็นผลให้ผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว เกิดการตีบหรืออุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดเกิดอัมพาตตามมาในที่สุด โดยผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดส่วนปลายแขนขาตีบร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจพบสาเหตุของการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันได้จากเหตุอื่นๆ อีก เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหะบางชนิด โรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะเลือดข้นผิดปกติ
  2. โรคหลอดเลือดสมองแตก ภาวะนี้มักสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังอาจสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิด

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง หากมีอาการในข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น

  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขา หรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง
  • ตาข้างใดข้างหนึ่งมัว มองไม่เห็น มองเห็นภาพซ้อน หรือมีลานสายตาผิดปกติเฉียบพลัน
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจคำพูด
  • มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • มีอาการเวียนศีรษะเฉียบพลัน หรือมีการทรงตัวผิดปกติ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการตีบ หรืออุดตันของหลอดเลือดในระยะเฉียบพลันที่มีการศึกษายืนยันแล้วว่าได้ผลดีอย่างชัดเจน ได้แก่

  1. การให้ยาสลายลิ่มเลือด (tissue plasminogen activator, rt-PA) ทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ จะเพิ่มโอกาสของการฟื้นตัวจากความพิการให้อาการกลับมาปกติหรือใกล้เคียงปกติได้ถึง 30-50% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับยา อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้มีความเสี่ยงของเลือดออกในสมองได้ประมาณ 7%
  2. การให้รับประทานยาแอสไพรินภายใน 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันซ้ำและเสียชีวิตลงได้
  3. การใส่สายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือด (mechanical thrombectomy) ในรายที่มีข้อบ่งชี้
  4. การรับตัวผู้ป่วยไว้ในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (acute stroke unit) เพื่อติดตามอาการทางสมองที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างใกล้ชิดและสามารถให้การดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที
  5. การผ่าตัดเปิดกะโหลก (Hemicraniectomy) จะพิจารณาทำเฉพาะกรณีที่สมองบวมจากการขาดเลือดบริเวณกว้าง โดยมีหลักฐานการศึกษาว่าการผ่าตัดดังกล่าวสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้

การรักษาให้ได้ผลดีขึ้นอยู่กับ

  • เวลา ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ จะยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติได้มาก
  • ความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น
  • ความพร้อมของเทคโนโลยีในการรักษา โดยใช้อุปกรณ์หรือเทคนิคที่เหมาะสมและยาที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญของผลการรักษา

นอกจากนี้การควบคุมโรคประจำตัว การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย และกำลังใจจากคนในครอบครัว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยทั้งสิ้น
การดูแลป้องกันเพื่อไม่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

  • การป้องกันการกลับเป็นโรคเส้นเลือดสมองซ้ำด้วยการใข้ยาต้านเกร็ดเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด
  • การรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การรักษาโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการงดสูบบุหรี่
  • การลดอาหารที่มีไขมันโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ลดอาหารเค็ม และรับประทานผักผลไม้ให้มาก
  • การจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่กำลังรักษาตัว หรืออยู่ในระยะพักฟื้นที่บ้าน จะเป็นการดีหากครอบครัวมีผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้านคอยดูแล และติดตามอาการของผู้ป่วย เพื่อนำข้อมูลนั้นแจ้งให้ญาติทราบ และนำไปปรึกษาคุณหมอประจำตัวเพื่อทำการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและถูกทาง ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นค่ะ 


รศ.นพ. ยงชัย นิลนนท์ และ นพ. วรุตม์ สุทธิคนึง

Cr : โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์

ความชราคือธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ในสังคมผู้สูงอายุมักจะถูกมองว่าเป็นคนแก่เลอะเลือน ทำอะไรไม่ค่อยได้ ความคิดอ่านโบราณ เหมือนเป็นดอกไม้ที่ใกล้โรยราเต็มที อย่างไรก็ตามหากดอกไม้ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงฉันใด ผู้สูงอายุก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่ฉันนั้น เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งสุขภาพร่างกายเสื่อมลงและจิตใจแปรปรวน
ผลกระทบด้านจิตใจของผู้สูงอายุ ปัญหาด้านสภาพจิตใจของผู้สูงอายุเกิดจากความรู้สึกสูญเสีย ทั้งคนใกล้ชิดอย่างบุตรหลานที่ค่อยๆ เติบโตแยกย้ายไปมีครอบครัว รวมถึงเพื่อนสนิทหรือคู่ชีวิตที่ล้มหายตายจากไป สูญเสียความสามารถการเป็นที่พึ่ง ภาวะผู้นำ การยอมรับจากผู้อื่น อีกทั้งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพสังคมแบบในอดีตเริ่มเลือนหายไป การแข่งขันสูงขึ้น จากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเล็ก เป็นต้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะกลับไปเป็นเหมือนเด็กที่ต้องการการพึ่งพาอาศัยจากผู้อื่น สัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด มีดังนี้

  • มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เกิดความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เบื่อหน่าย
  • ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ค่อยๆ แยกตัวออกมาจากสังคม
  • ไม่อยากทำอะไร
  • มีความเกี่ยวข้องกับโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • ขาดกำลังใจ

จากสัญญาณเตือนเหล่านี้ สามารถพัฒนาจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่า 10-20% ของผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีมีภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะผู้หญิง และยิ่งมีอายุมากความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้อัตราฆ่าตัวตายยังพบในผู้สูงอายุมากกว่าวัยอื่นๆ สะท้อนให้เห็นสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงของคนสูงวัย การดูแลผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากคนใกล้ชิด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเห็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ด้วยวัยที่ห่างกันอาจจะทำให้การสื่อสารแตกต่างกันบ้าง ลูกหลานควรพยายามปรับตัวเพื่อที่จะเข้าใจคนวัยนี้มากขึ้น สิ่งแรกที่แนะนำให้ทำคือทำให้พวกเขารู้สึกมีส่วนรวมกับครอบครัว โดยการใช้เวลาอยู่กับผู้สูงอายุพูดคุยและรับฟัง รวมถึงดูแลใส่ใจด้านสุขภาพ พาผู้สูงอายุในบ้านไปพบแพทย์ นอกจากการสนับสนุนภายในครอบครัวแล้ว สังคมภายนอกเองก็มีผลอย่างมาก ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่แต่ในบ้านมีแนวโน้มเกิด “ภาวะเนือยนิ่ง” คือมีความรู้สึกห่อเหี่ยว หดหู่ ดังนั้นการทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจจะสามารถช่วยเยียวยาจิตใจผู้สูงวัยได้มากทีเดียว หลายๆ ครอบครัวจึงเลือกใช้บริการผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อให้ผู้ดูแลได้ช่วยกระตุ้น และคอยช่วยเหลือให้ผู้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจ และดูแลให้การทำกิจกรรมต่างๆ นั้นปลอดภัยต่อผู้สูงอายุอีกด้วย
กิจกรรมทางสังคมจะช่วยส่งเสริมผู้สูงอายุอย่างไร?
กิจกรรมทางสังคมจะทำให้ผู้สูงอายุได้พบปะกับผู้อื่นในวัยใกล้เคียงกัน จึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ปรับตัวและยอมรับตัวเองได้ง่ายขึ้น สนับสนุนให้พวกเขามีความนับถือในตัวเอง ป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้า แนวทางการจัดกิจกรรมสังคมควรจะมีความหลากหลายและสามารถแก้ปัญหาของผู้สูงอายุได้ เช่น ช่วยดูแลสุขภาพ ทำให้จิตใจสดชื่น มีความภูมิใจในชีวิต จัดการกับสภาวะอารมณ์ เป็นต้น กิจกรรมทางสังคมที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ
กิจกรรมรูปแบบออกกำลังกาย
ผู้สูงอายุควรมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละ 30 นาที หรือมีกิจกรรมทางกายสะสมรวม 150 นาที/สัปดาห์ คนใกล้ชิดอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยเมื่อผู้สูงอายุทำกิจกรรมทางกาย แต่กิจกรรมนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เพิ่มความแข็งแรง ทนทาน เพราะสุขภาพกายมีผลต่อสุขภาพจิตโดยตรง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ การออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ เดินเร็วหรือเดินแกว่งแขนเร็วๆ ว่ายน้ำ รำมวยจีน ไทเก๊ก เต้นลีลาศ ถีบจักรยานอยู่กับที่ ยกน้ำหนักเบาๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ขา บีบลูกบอลยางเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งมือ โยคะ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 
สามารถผสมผสานกิจกรรมการออกกำลังกายเข้ากับเกมเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน ผู้สูงอายุจะได้มีอารมณ์ขัน สุขภาพจิตดีขึ้น แต่ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัยด้วยเช่นกัน
กิจกรรมเผยแพร่ความรู้
“อาบน้ำร้อนมาก่อน” ข้อดีของผู้สูงอายุคือมีวุฒิภาวะและประสบการณ์อย่างมาก จึงสามารถเป็นที่ปรึกษา แบ่งปันความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ กิจกรรมรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ผู้สูงอายุบางท่านมีความสามารถในงานวิชาชีพ เช่น งานฝีมือ แกะสลัก ทำอาหาร ทำขนมสูตรโบราณ เย็บปักถักร้อย เป็นต้น การแบ่งปันความรู้เช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสืบทอดวิชาชีพให้คงอยู่ แต่ยังทำให้ผู้สูงอายุเกิดความภาคภูมิใจได้อีกด้วย
กิจกรรมส่งเสริมความรู้ให้ผู้สูงอายุ  
ในทางกลับกันการให้ความรู้ใหม่ๆ กับผู้สูงอายุก็สามารถพัฒนาด้านจิตใจได้ ผู้สูงอายุจะได้มีงานอดิเรกทำในยามว่าง เช่น จัด Workshop สอนทักษะการถ่ายภาพ หรือสอนการใช้งานสื่อออนไลน์ เป็นต้น กิจกรรมการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวไม่ใช่กิจกรรมสำหรับวัยรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถให้ผู้สูงอายุได้เปิดหูเปิดตา พบเจออะไรใหม่ๆ มีความผ่อนคลาย ลดความเบื่อหน่ายได้อย่างมาก รูปแบบการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุควรเน้นที่คุณภาพดี มีความคุ้มค่า คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ผสมผสานกับกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ เช่น เรียนรู้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ทัวร์ย้อนวันวาน ทัวร์อาหารอร่อย เป็นต้น  
กิจกรรมตามประเพณีและศาสนา
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หลังจากลูกหลานต้องแยกย้ายกันทำงาน ในโอกาสนี้ควรกลับบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ นี่เป็นช่วงเวลาที่จะได้พบปะกับครอบครัว ใช้เวลาพร้อมหน้าพร้อมตาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างรดน้ำดำหัว
กิจกรรมพัฒนาสังคม
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม เช่น ทำบุญตักบาตร ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ช่วยเหลือเด็กยากไร้ บริจาคทรัพย์ ผู้สูงอายุสามารถใช้เวลาว่างเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ในขณะเดียวกันก็ส่งผลดีต่อผู้ให้ในแง่ทำให้จิตใจเบิกบาน มีความสุขกลับมาด้วย
กิจกรรมธรรมปฏิบัติ
การปฏิบัติธรรม เช่น สวดมนต์เพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การถือศีล 5 หรือศีล 8 เป็นกิจกรรมที่ผู้สูงอายุมักจะปฏิบัติอยู่เป็นประจำ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้สำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกกำหนดรู้ในทุกๆ อิริยาบทและลมหายใจ ธรรมะจึงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจความเป็นไปของโลก ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเกิดความสุขสงบอย่างแท้จริง
สรุป วัยชราไม่ใช่วัยที่ไร้ประโยชน์เพียงเพราะร่างกายเสื่อมถอยลง มีหลายคนสร้างคุณงามความดีให้กับโลกมากมายแม้อายุจะล่วงเลยมาถึงช่วงบั้นปลายชีวิต เช่น เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมิง ศาสตราจารย์นายแพทย์ชาวอังกฤษ ค้นพบยาเพนิซิลลินเมื่ออายุ 70 ปี และอับเบิร์ต ชไวท์เซอร์ ได้รับรางวัลโนเบลเมื่ออายุ 80 ปี ผู้สูงอายุจึงเป็นวัยที่มีคุณค่า เพราะเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตและความรู้ ดั่งต้นไม้ใหญ่ที่ยิ่งอายุมากก็ยิ่งแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น ด้วยการเปลี่ยนแปลงของวัยและสภาพสังคมอาจจะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง คนรอบตัวจึงควรให้การดูแลใส่ใจ กิจกรรมทางสังคมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย เพิ่มความนับถือตัวเอง กลายเป็นต้นไม้ที่หยั่งรากลึกให้แก่ลูกหลานต่อไป
Cr : กรมอนามัย

            สำหรับผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง หนึ่งในเรื่องที่ต้องได้รับการดูแล และเอาใจใส่เป็นพิเศษ คือ อนามัยส่วนบุคคล เพราะความเสื่อมของร่างกายที่เป็นไปตามอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีอุปสรรคด้านสายตา และการมองเห็น การตัดเล็บมือ เล็บเท้า จึงอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะในบางกรณีที่เล็บแข็งและหนาขึ้น ทำให้มุมที่โคนเล็บกว้างขึ้น อาจะนำไปสู่การเกิดเล็บขบได้ การตัดเล็บให้ผู้สูงอายุจึงต้องเอาใจใส่ และดูแลเพิ่มเป็นพิเศษ สำหรับความถี่ในการตัดเล็บ 2-3 สัปดาห์/ครั้ง และเพื่อให้การดูแลสุขอนามัยด้านนี้ง่ายขึ้น เรามีคำแนะนำ ดังนี้

  1. ผู้สูงอายุที่เล็บแข็งและหนา ให้แช่น้ำอุ่นสักครู่แล้วจึงตัดเล็บ ถ้าผิวหนังรอบๆ เล็บฉีกขาดให้ตัดออก
  2. ตัดเล็บให้เกินเนื้อออกมาเล็กน้อย ไม่ควรตัดเล็บติดของเนื้อมากเกินไป จะทำให้เจ็บบริเวณปลายนิ้ว
  3. ถ้าเล็บมือ และเท้าแห้งให้ใช้ครืมหรือน้ำมันทา จะทำให้ผิวหนังรอบเล็บนุ่ม ช่วยป้องกันเล็บฉีกขาดได้
  4. สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องดูแลเล็บมือและเล็บเท้ามากเป็นพอเศษ เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

โรคเชื้อราที่เล็บคืออะไร โรคเชื้อราที่เล็บ (onychomycosis) หมายถึง การติดเชื้อราซึ่งรวมถึงราที่เป็นสายรา หรือเชื้อราในรูปของยีสต์ (ราที่มีลักษณะเป็นเซลล์กลม) ที่เล็บ โดยปกติแล้วเชื้อราที่กล่าวมานี้มีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์หรือการเพาะเชื้อรา เป็นต้น
ในประเทศไทยชนิดของเชื้อราที่พบบ่อยๆ คือ เชื้อกลากแท้(dermatophytes) เชื้อกลากเทียม (non-dermatophytes) และเกิดจากยีสต์(yeasts) โดยเฉพาะเชื้อแคนดิดา (Candida)
ลักษณะและอาการของโรคเชื้อราที่เล็บ โรคเชื้อราที่เล็บโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่มีอาการอะไร ผู้ป่วยบางรายอาจมีรอบเล็บบวมแดง โดยเฉพาะนิ้วมือที่ต้องโดนน้ำบ่อยๆ ซึ่งเกิดจากเชื้อยีสต์  แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาในการรักษาโรคมักจะเป็นโรคเชื้อราที่เล็บอันเนื่องมา จากเชื้อกลากแท้ หรือ เชื้อกลากเทียมซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร บางรายปล่อยไว้นานหลายปี จนเล็บมีการเปลี่ยนแปลงมากจึงมาพบแพทย์  หรือมาพบแพทย์ด้วยเหตุอื่นๆ แล้วได้รับการส่งตัวมาพบแพทย์ผิวหนังเนื่องจากตรวจพบเล็บผิดปกติ
ความผิดปกติที่เล็บนั้น พบว่าเล็บเท้าพบได้บ่อยกว่าเล็บมือ และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก โดยเฉพาะพบในผู้สูงอายุที่อาจมีโรคร่วมอื่นๆ เกิดอยู่ด้วยกันได้
ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจมีการติดเชื้อราที่ผิวหนังร่วมด้วย เช่น เชื้อราที่เท้า หรือ เชื้อราที่ผิวหนังส่วนอื่นที่กระจายออกไปกว้าง หรือผู้ป่วยบางส่วนอาจมีผลแทรกซ้อนตามมาหลังการติดเชื้อรา เช่น เล็บขบ เล็บขบอักเสบติดเชื้อ หรือ เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
ลักษณะที่สังเกตของโรคเชื้อราที่เล็บนั้นมีได้หลายประการ ที่สำคัญคือ จำนวนของเล็บที่มีการเปลี่ยนแปลงจะพบไม่มาก มีเล็บที่เป็นโรคเพียงประมาณ 1 – 3 เล็บ โดยเล็บที่ติดเชื้ออาจพบลักษณะหนาตัวขึ้น มีขุยหนาใต้เล็บ มีสีเล็บที่เปลี่ยน แปลงไป หรือเล็บที่แยกตัวออกมาจากฐานเล็บ อาจเห็นเป็นโพรงหรือช่องว่างใต้เล็บ
โรคที่มักสร้างความสับสนกับทั้งผู้ป่วย แพทย์ หรือ บุคคลทั่วไป คือ โรคสะเก็ดเงินที่เล็บซึ่งเล็บที่เห็นจะมีลักษณะการเปลี่ยน แปลงที่คล้ายกับเชื้อราที่เล็บ แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อราแต่อย่างใด
จะทราบได้อย่างไรเป็นเชื้อราที่เล็บ
การที่จะวินิจฉัยโรคเชื้อราที่เล็บนั้น จะต้องอาศัยลักษณะของเล็บที่มีความผิดปกติดังที่ได้กล่าวแล้ว ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การขูดขุยจากเล็บไปตรวจหาเชื้อรา การเพาะเชื้อรา และจำแนกเชื้อราก่อโรคที่เล็บ ในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะเชื้อกลากเทียม  แพทย์อาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติ การซ้ำ โดยเฉพาะการเพาะเชื้อรามากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
การขูดเล็บจะกระทำโดยการตัดเล็บส่วนนอกทิ้ง และนำขุยที่ได้จากส่วนเล็บซึ่งเป็นโรคนำมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐาน ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดหรือเลือดออกแต่ประการใด หลังจากนั้นจะนำขุยที่ได้จากเล็บไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยใช้สารละลายด่าง potassium hydroxide หากเป็นโรคเชื้อราที่เล็บจะพบลักษณะสายรา
การตรวจทางห้องปฏิบัติการนี้มีความจำเป็นอย่างมากในการวินิจฉัยโรคเชื้อราที่เล็บ เพราะเล็บที่มีความผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเชื้อราที่เล็บเสมอไปผู้ป่วยหลายรายที่เล็บผิดปกติแต่ไม่ใช่โรคเชื้อราที่เล็บ ทำให้ผู้ป่วยอาจได้ยารับประทานโดยไม่มีความจำเป็น และอาจเกิดผลข้างเคียงตามมาได้
การรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ โรคเชื้อราที่เล็บมีความผิดปกติอาจสร้างปัญหาให้ผู้ป่วย แต่ก็ไม่ใช่ภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษา การรักษาเชื้อราที่เล็บต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนหรืออาจเป็นปี จัดเป็นโรคที่รักษาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็เป็นโรคที่สามารถรักษาได้
ก่อนเริ่มการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ แพทย์จะตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค นอกจากนั้นแพทย์อาจต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคประจำตัว ยาที่รับประทานประจำ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่จะทำให้การรักษาโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะเชื้อกลากเทียม ซึ่งเชื้อนี้มักจะดื้อต่อการรักษาด้วยยารับประทานรักษาเชื้อรา เป็นต้น
โรคเชื้อราที่เล็บแบบไหนที่รักษายาก
โรคเชื้อราที่เล็บแม้เป็นโรคติดเชื้อที่สามารถรักษาได้ แต่บางครั้งการรักษานั้นอาจไม่ง่าย หากมีลักษณะบางอย่างเกิดร่วมอยู่ด้วย เช่น เล็บติดเชื้อราลามกว้างมากกว่าร้อยละ 50 ของเนื้อเล็บ ติดเชื้อบริเวณด้านข้างของเนื้อเล็บ เล็บที่มีความหนาตัวมากกว่า 2 มิลลิเมตร พบแถบสีเหลือง สีส้มหรือสีขาวเป็นเส้นในเนื้อเล็บ ซึ่งบ่งถึงการมีก้อนเชื้อราอัดแน่นอยู่ใต้เล็บ เนื้อเล็บถูกทำลายทั้งหมด ติดเชื้อกลุ่มที่ไม่ใช่กลากแท้โดยเฉพาะเมื่อเป็นเชื้อกลากเทียมบางชนิด ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทั้งจากโรคประจำตัวหรือยาที่ได้รับ ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดส่วนปลายร่วมด้วย ฯลฯ
วิธีการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ
การรักษาโรคเชื้อราที่เล็บมีหลายวิธี เช่น
1. การใช้ยารับประทาน  มียารักษาเชื้อราโดยการรับประทานหลายชนิด โดยทั่วไปแล้วมีประสิทธิภาพการรักษาสูง สามารถ รักษาความผิดปกติของเล็บที่เป็นโรคได้ทุกๆ เล็บ รวมถึงเท้า และฝ่าเท้าที่เป็นโรคได้ แต่การใช้ยารับประทานจะได้ผลดีกับโรคโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อกลากแท้หรือเชื้อยีสต์บางชนิด การใช้ยารับประทานบางชนิดต้องระวังผลข้างเคียงของยา เช่น การแพ้ยา ผลต่อตับและไต ผลของยาอื่นที่กระทบกับการรักษาเช่น การรับประทานยาลดไขมันบางชนิดควบคู่ด้วย หรือการได้ยาลดกรด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของยา เป็นต้น
2. การใช้ยาทาเฉพาะที่ เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัย ยาทามีหลายรูปแบบ เช่น ชนิดที่เป็นสารละลาย หรือชนิดที่เป็นยาทาเคลือบเล็บ ซึ่งยาทาบางชนิดสามารถทาที่เล็บสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำให้มีความสะดวกในการใช้ยา การเลือกรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่นั้นจะใช้ได้ดีโดยเฉพาะโรคเชื้อราที่เล็บที่มีจำนวนเล็บไม่มากนัก และไม่มีลักษณะที่ทำให้เกิดการรักษาได้ยาก เช่น มีรอยโรคเชื้อราที่ลามไปถึงโคนเล็บ การรักษาโดยการใช้ยาทาเฉพาะที่ที่เล็บ อาจต้องใช้ยาทาอื่นๆ ร่วมด้วย หากผู้ป่วยมีรอยโรคร่วมที่เท้า เช่น ที่ฝ่าเท้า ง่ามนิ้วเท้า เพราะยาจะออกฤทธิ์ได้เฉพาะที่เล็บที่ทายาเท่านั้น
3. การใช้วิธีการอื่นๆ ในการรักษา การใช้แสงเลเซอร์รักษาเชื้อราที่เล็บ หรือเครื่องมือทางกายภาพบางชนิดในการรักษา หรือร่วมการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ หรือการใช้ครีมหรือสารเคมีที่ช่วยเสริมการรักษาโรค หลายวิธีแม้ยังเป็นวิธีการใหม่ แต่ก็มีผลการศึกษายืนยันความเป็นไปได้ ให้การรักษาที่ให้ผลดีและปลอดภัย 
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติตัว
โรคเชื้อราที่เล็บเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อราแต่การติดต่อก็ไม่สามารถติดกันง่าย เชื้อราที่พบเกิดโรคนั้นส่วนหนึ่งติดต่อด้วยกันจากมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และเชื้อราหลายๆ ชนิดก็อยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือดิน ต้นไม้ ฯลฯ
การรักษาต้องใช้ระยะเวลานาน อาจใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปี และยังมีโอกาสเกิดโรคซ้ำได้ แม้ว่าเล็บที่ดูเหมือนเกือบจะปกติหลังการรักษาแล้ว ยังอาจมีเชื้อราจำนวนน้อยอยู่ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดโรคซ้ำดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันอีกครั้งโดย เฉพาะก่อนหยุดการรักษาก็นับว่ามีความสำคัญ
การดูแลสุขภาพเท้า การตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธีมีความสำคัญ ดูแลเท้าให้แห้งไม่ควรเดินเท้าเปล่าโดยเฉพาะในที่สาธารณะที่ใช้ของร่วมกัน ไม่ควรใช้วิธีตัดเซาะหรือเลาะเล็มส่วนด้านข้างของเล็บ หรือให้ช่างทำเล็บตัดเล็บอย่างไม่ถูกวิธี เพราะทำให้เกิดเล็บขบ ติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการเลือกชนิดรองเท้าที่เหมาะสม ไม่ควรรัดแน่น อับชื้น หรือเปิดปลายเท้าและต้องมีความระมัดระวังเป็น อย่างมากในการดูแลสุขภาพเท้าโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน หรือในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น การเคลื่อนไหว การมีความผิด ปกติของโครงสร้างเท้าร่วมด้วย การได้รับยาอื่นๆ หลายชนิด ฯลฯ
การใช้ยารักษาเชื้อราชนิดรับประทาน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาอื่นๆ ที่ได้ร่วมกันโดยเฉพาะยากลุ่มลดไขมันหรือโรคประจำตัว อื่นที่มีร่วมอยู่
ผศ.พญ.จรัสศรี  ฬียาพรรณ, ผศ.นพ.สุมนัส  บุณยะรัตเวช

Cr : คลินิกโรคเชื้อราที่เล็บ สาขาวิชาโรคเชื้อราผิวหนัง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, มูลนิธิหมอชาวบ้าน

นอนไม่หลับ
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายทั้งระบบภายใน และภายนอกร่างกายทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาสุขภาพ และอาจนำไปสู่การเกิดโรคเรื่องรังต่างๆ ตามมา โดยปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะดูแล และบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ การนอนหลับ คือการพักผ่อนที่ดีทีสุด และส่งผลต่อสุขภาพช่วยให้สดชื่น สมองปลอดโปร่ง ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพจิตดี ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีอาการนอนไม่หลับ จึงทำให้เสียสุขภาพจิต อารมณ์รุนแรง ร่างกายทรุดโทรม รู้สึกไม่สดชื่น การนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ดังนี้
– การเปลี่ยนแปลงของสมอง ทำให้หลับไม่ลึก จะหลับๆ ตื่นๆ ช่วงกลางดึก ทำให้รู้สึกว่านอนไม่หลับทั้งคืน – ปัญหาสุขภาพ โรคบางโรคมักแสดงอาการกำเริบในตอนกลางคืน เช่น หอบหืด โรคหัวใจ ทำให้มีอาการหอบ แล้วนอนต่อไม่หลับ
– ปัญหาทางด้านจิตใจ วัยสูงอายุต้องพบเจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทำให้เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล น้อยใจ จนทำให้นอนไม่หลับ บางรายเป็นโรคซึมเศร้าได้
– ยาและสารกระตุ้นประสาท เช่น ยารักษาโรคความดัน ยาขยายหลอดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ สารเหล่านี้จะทำให้ผู้สูงอายุนอนหลับยาก
การดูแล
–  แนะนำให้ผู้สูงอายุเข้านอน และตื่นให้เป็นเวลา และไม่เข้านอนเร็วจนเกินไป เวลานอนที่เหมาะสม คือ ช่วง 3-4 ทุ่ม และตื่นนอนตี 4 – ตี 5
– หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน โดยเฉพาะนอนหลังบ่ายสามโมงเย็น ควรหากิจกรรมเบาๆ ทำแก้ง่วง
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชา กาแฟ ในตอนเย็น
– ไม่ดื่มน้ำในช่วง 4-5 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะจะตื่นมาปัสสาวะบ่อย
– ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมยามว่าง เช่น รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น
– ความรับประทานมื้อเย็นเป็นเวลา โดยกำหนดเวลาที่ชัดเจน และไม่รับประทานมากจนเกินไป
– จัดสภาพแวดล้อมการนอนที่ดี มืด เงียบสงบ และอากาศถ่ายเทได้สะดวก
– สวดมนต์ก่อนเข้านอน อ่านหนังสือ เพื่อให้จิตใจสงบ มีสมาธิ

เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อาการมักเป็นๆ หายๆ บางครั้งอาจจะมีอาการบ้านหมุน คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก สาเหตุอาจเกิดจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนไม่ดี หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน การที่กล้ามเนื้อลูกตาเสื่อมการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการเปลี่ยนท่าอย่างกระทันหัน อาจะทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้
การดูแล
– ดูแลให้ผู้สูงอายุลุก – นั่ง เปลี่ยนท่าทางช้าๆ และให้ผู้สูงอายุนอนหรือนั่งในท่าที่สบาย
– หาเวลาฝึกบริหารกล้ามเนื้อลูกตา
– ผู้สูงอายุที่หน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ ให้ดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อให้เลือดไม่หนืด ไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น
– ให้รับประทานยาหอม หรือแก้เวียนศีรษะ

เบื่ออาหาร
อาการเบื่ออาหารทำให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้น้อยลง หรือบางครั้งไม่อยากรับประทานอะไรเลย ซึ่งผลเสียต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เกิดอาการอ่อนเพลีย และอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยได้ง่าย สาเหตุของอาการเบื่ออาหาร ได้แก่ ประสาทสัมผัสการรับรสชาติ การรับกลิ่นลดลง ทำให้รู้สึกไม่ได้กลิ่นหอมของอาหาร รับประทานไปแล้วอาหารไม่อร่อย มีแผลในช่องปาก ปวดฟัน ทำให้มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร บางรายเคยทำอาหารได้อร่อย แต่เมื่อประสาทสัมผัสการรับรสชาติอาหารเสียไป ทำให้ปรุงอาหารหวาน หรือเค็มจนเกินไป ลูกหลานอาจบ่นว่าอาหารไม่อร่อย ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความไม่มั่นใจ หมดกำลังใจในการทำอาหารและเบื่ออาหารได้ เกิดความวิตกกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิด ทำให้ไม่สบายใจและรับประทานอาหารได้น้อย
การดูแล
– ทุกคนในครอบครัวควรมีส่วนช่วยในการกระตุ้นความอยากอาหารของผู้สูงอายุ โดยการจัดเตรียมอาหารเมนูใหม่ๆ ไม่ซ้ำซากจำเจ หรือทำอาหารร่วมกัน
– เปลี่ยนบรรยากาศในการรับประทานอาหาร โดยสมาชิกในครอบครัวชวนท่านรับประทานอาหารร่วมกัน ผู้สูงอายุจะดีใจและรับประทานอาหารได้มากขึ้น
– หาเวลาพาท่านออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ้าง เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งสถานที่ และรสชาติของอาหาร

ปวดข้อเข่า
สาเหตุเกิดจากการสลายตัว และการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อบางลงจนเกิดการเสียดสีกับกระดูกแข็ง ทำให้เกิดอาการปวด บวม อักเสบ และไม่สามารถใช้งานได้ในที่สุด ดังนั้นผู้สูงอายุจะมีอาการปวดเข่าเวลาเดินหรือเคลื่อนไหว หรือตอนลุกนั่งอาจปวดข้อ อาจมากจนเดินอย่างปกติไม่ได้ ต้องเดินโยกตัว
การดูแล
– ผู้สูงอายุควรควบคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ เพื่อลดภาระของการรับน้ำหนักตัวและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าหนักๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น
– ลงบันได ไม่นั่งพับเพียบเป็นเวลานาน ๆ และควรนั่งบนเก้าอี้
– ควรช่วยประคองผู้สูงอายุเวลาลุกนั่ง หรือเดิน
– แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม น้ำเต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เพื่อเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง
– หากมีอาการมาก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ความจำบกพร่อง
เป็นภาวะที่สมองถดถอยในการทำงานด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ด้านความจำ ด้านภาษา ด้านความคิด และด้านสมาธิ โดยอาการแสดงจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลานานเป็น 10 ปี แต่เมื่ออาการเริ่มเป็นมากขึ้น จะแสดงออกในเรื่องของการหลงลืม จำไม่ได้จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
สัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้สูงอายุอาจจะเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม

  1. สูญเสียความทรงจำในระยะสั้นที่กระทบต่อการทำงาน
  2. ส่ิงที่เคยทำเป็นประจำเริ่มจำทำไม่เป็น เช่น หวีผมไม่ได้ ติดกระดุมเสื้อไม่ได้
  3. ปัญหาด้านภาษา เลือกคำพูดไม่ค่อยถูก เช่น ลืมคำศัพท์ง่ายๆ
  4. ไม่รู้เวลาและสถานที่ เช่น หลงวันเวลา กลับบ้านไม่ถูก
  5. สูญเสียการตัดสินใจ เช่น เปิดพัดลมแรงๆ ทั้งๆ ที่อากาศหนาว
  6. ไม่ค่อยเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม
  7. วางของผิดที่แบบแปลกๆ เช่น เก็บเตารีดในตู้เย็น
  8. อารมณ์ หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงในเวลาไม่นาน
  9. บุคลิภาพเปลี่ยนแปลง เช่น กลายเป็นคนช่างสงสัย หรือหวาดกลัวมากกว่าเดิม
  10. สูญเสียความคิดริเริ่ม

เมื่อสงสัยว่า ผู้สูงอายุในครอบครัวมีอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจและประเมินอาการให้แน่ชัด
การดูแล
– ดูแลให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง ข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็มจัด หวานจัด และหลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งงดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์
– นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนัก หรือเหนื่อยล้าเกินไป
– ให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเพื่อกระตุ้นความตื่นตัวของสมองในการได้ทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ร้องเพลง เล่นเกม เต้นรำ เป็นต้น
– แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว เป็นต้น
– หากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำยามว่าง เช่น รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน ทำสวน เป็นต้น
– ดูแลผู้สูงอายุด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลด้วยคววามเข้าใจ ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความสบายใจ และไม่เครียด
– ฝึกให้ผู้สูงอายุบริหารสมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การบวกเลข เป็นต้น

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
มักเกิดในผู้สูงอายุเพศหญิงมากกว่าเพศชาย นอกจากจะมีผลกระทบทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้ผู้สูงอายุนั้นขาดความมั่นใจที่จะออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เพราะกลัวปวดปัสสาวะบ่อย แล้วหาห้องน้ำไม่ได้ อาจทำให้ปัสสาวะราดได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และกล้ามเนื้อหูรูดเริ่มเสื่อมสภาพ บางรายอาจมีการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะบ่อยเกินไปโดยไม่สามารถควบคุมได้ หรือเกิดจากการรับประทานยาที่มีผลต่อการขับปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันและการเข้าสังคม
การดูแล
– แนะนำให้ผู้สูงอายุฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยขมิบครั้งละ 10 วินาที วันละ 50-100 ครั้ง หรือมากกว่านี้ถ้าสามารถทำได้ เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแอแข็งแรงขึ้น และจะช่วยให้ควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้ดีขึ้น
– แนะนำผู้สูงอายุไม่ให้กลั้นปัสสาวะนานๆ ในรายที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ให้ใช้วิธีการเข้าห้องน้ำทุก 2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอให้ปวดปัสสาวะก่อน
– งดการดื่มชา กาแฟ และไม่ควรดื่มน้ำในปริมาณมากจนเกินไป

ท้องผูก
ในช่วงวัยสูงอายุนั้น มักมีปัญหาในการขับถ่าย หากผู้สูงอายุเริ่มถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ปวดท้องอยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก ใช้เวลาในการเบ่งถ่ายนาน อุจจาระแข็ง นั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่าผู้สูงอายุเริ่มมีอาการท้องผูก ในบางรายที่อาการท้องผูกรุนแรงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ ลำไส้อักเสบ หรือลำไส้อุดตันได้ โดยสาเหตุของอาการท้องผูกมีหลายสาเหตุ ได้แก่
– การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
– ดื่มน้ำน้อย เนื่องจากกลัวปวดปัสสาวะบ่อย และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ แต่เมื่อร่างกายขาดน้ำจะมีกลไกดูดน้ำกลับจากอุจจาระ ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายยาก
– ขาดการออกกำลังกาย ลำไส้ไม่เคลื่อนไหว การบีบตัวของลำไส้ลดลง กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง จึงไม่มีแรงเบ่งอุจจาระ
– ความเครียด ทำให้ร่างกายลดการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารไม่ดี
– ผลข้างเคียงของยาบางชนิด ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการท้องผูกได้
การดูแล
– ให้ผู้สูงอายุฝึกขับถ่ายอย่างเป็นเวลา 
– จัดเตรียมอาหารที่มีกากใยสูงให้ผู้สูงอายุรับประทาน
– ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน พยายามเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ
– ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
– พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ความหมั่นลุกเดิน หรือทำกิจกรรมต่างๆให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว
– ไม่กลั้นอุจจาระ เมื่อรู้สึกปวดควรรีบไปเข้าห้องน้ำทันที
– หากมีอาการท้องผูก ควรไปปรึกษาแพทย์ และไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
– สังเกตอาการท้องผูกที่มีผลข้างเคียงที่เกิดจากยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหา

การเลือกใช้บริการผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคนอยู่เป็นเพื่อน ช่วยกระตุ้นให้ทำกิจกรรมต่างๆ หรือคอยเตือนให้ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างเหมาะสมในระหว่างวันที่คนในครอบครัวต้องออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยให้ผู้สูงอายุไม่ต้องอยู่เพียงลำพังในบ้าน และยังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้อีกด้วยนะคะ การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ทั้งระบบภายในและภายนอกร่างกายทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาสุขภาพ ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็จะช่วยให้สามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ลดลง คงความสามารถในการปฎิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุได้นานยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

การดูแลผู้สูงอายุอาจเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้ใครหลายๆ คน แต่ในความเป็นจริงแล้วหากดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวด้วยความรักและความเข้าใจ และเตรียมพร้อมจัดสรรเรื่องค่าใช้จ่าย การรับมือกับผู้สูงอายุให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ในพริบตา เรามาลองดูแนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านง่ายๆ แต่รับรองว่าจะทำให้พวกท่านรับรู้ได้ถึงความใส่ใจกันดีกว่า
แนะนำการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยวัฒนธรรมไทยที่ส่วนใหญ่จะอาศัยร่วมกับผู้สูงอายุในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า หรือคุณตาคุณยาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายเพราะผู้สูงอายุอยู่ใกล้ชิด นอกจากจะมีโอกาสแสดงความรักและความเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามดังนี้   กินดีอยู่ดี สุขภาพดีจากภายใน อาหารการกินนั้นเป็นตัวแปลสำคัญมากสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายมีความต้องการพลังงานน้อยลงเนื่องจากมีกิจกรรมให้ทำในแต่ละวันไม่มากนัก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย เช่น ผัก ผลไม้ หรือเลือกทานอาหารที่ปรุงโดยใช้การ ต้ม ย่าง นึ่งเป็นหลัก หลีกเลี่ยงของทอดของมัน และอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ที่นอกจากจะย่อยยากแล้ว ยังมีโอกาสทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย
ควบคุมน้ำหนักของผู้สูงอายุอย่าให้น้ำหนักเกิน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ หากมีน้ำหนักที่มากเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเจ็บตามข้อต่อที่เกิดจากการรับน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป เช่น เข่า หลัง สะโพก ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จึงควรทานอาหารและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันอีกด้วย
ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การจัดเตรียมบ้านให้เหมาะสมเพื่อการดูแลผู้สูงอายุให้ดีขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก อาจเริ่มจากย้ายห้องของผู้สูงอายุลงมาอยู่ชั้นล่าง ลดการเดินขึ้น – ลง บันไดที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย รวมไปถึงการเพิ่มราวจับในห้องน้ำ หรือห้องที่มีการใช้งานบ่อย ระมัดระวังในส่วนของพื้นต่างระดับและพยายามไม่ให้พื้นห้องน้ำเปียก เพราะผู้สูงอายุอาจลื่นได้ง่าย จัดบ้านให้เรียบร้อย มีแสงสว่างที่พอเหมาะ และมีอากาศถ่ายเท
ยืดเส้นยืดสายบ้างให้ร่างกายยืดหยุ่น การออกกำลังกายนั้นสำคัญสำหรับทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว และสำหรับการดูแลผู้สูงอายุนั้น การออกกำลังกายย่อมสำคัญมาก เพราะมันเหมายถึงการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ยืดหยุ่น เมื่อมีการพลัดตกหกล้มจริงก็มีโอกาสที่จะทำให้บาดเจ็บน้อยลง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีส่วนช่วยให้อวัยวะภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ ปอด ระบบขับถ่าย กระดูกและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงสมอง การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุนั้นอาจทำท่าง่ายๆ เช่น เดินช้าๆ ยกแขน แกว่งแขนไปมา วันละ 10 – 20 นาที ก็ช่วยคลายกล้ามเนื้อไม่ให้เหนื่อยเมื่อยล้า และทำให้เลือดลมดีขึ้นอีกด้วย
พูดคุยกับผู้สูงอายุและหากิจกรรมทำร่วมกัน ผู้สูงอายุบางคนอาจจะรู้สึกเหงา หรือรู้สึกเป็นภาระสำหรับลูกหลานที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา หลายครอบครัวจึงเลือกใช้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อเป็นการลดปัญหาการต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง และลดความรู้สึกเป็นภาระของผู้สูงอายุที่ลูกหลานต้องคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด จนลูกหลานไม่มีเวลาของตัวเอง การพูดคุยและการสื่อสารกับผู้สูงอายุทุกวันจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย โดยสามารถเป็นบทสนทนาง่ายๆ เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้รู้สึกใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น หากมีเวลาหลังเลิกงาน หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจหากิจกรรมทำร่วมกันกับผู้สูงอายุ เช่น ดูทีวี เล่นบอร์ดเกม หรือพาท่านออกไปทานข้าวนอกบ้าน พาออกไปเดินตามสวนสาธารณะหรือชายทะเล ให้ผู้สูงอายุได้รับอากาศบริสุทธิ์และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย
ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงอบายมุขที่บั่นทอนสุขภาพ การสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า ไม่เคยมีผลดีกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ซึ่งการลด ละ เลิก จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพของผู้สูงอายุเอง แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ได้เลิกกันได้ง่ายๆ ดังนั้นญาติ หรือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุจึงควรหมั่นให้กำลังใจ และชักชวนทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่สม่ำเสมอ อีกทั้งยังควรคอยสังเกตอาการของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิดด้วย
ดูแลผู้สูงอายุอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่ต้องระมัดระวังที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุก็คือ การระวังไม่ให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุ เพราะร่างกายของผู้สูงอายุนั้น ไม่ได้แข็งแรงและฟื้นตัวได้รวดเร็วเหมือนตอนเป็นหนุ่มๆ สาวๆ อีกต่อไป เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ อาจเกิดการบาดเจ็บ กระดูกหัก และอาจต้องการเวลารักษาตัวที่นานขึ้นกว่าคนอายุน้อยกว่า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านจึงเป็นตัวช่วยที่ดี ที่จะคอยช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุยังได้ทำกิจวัตรต่างๆ และลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นแบบกะทันหัน 
สังเกตอาการผิดปกติในผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุนั้นเป็นวัยที่สามารถเจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากสภาพร่างกายที่ถดถอยจากการใช้งานมานาน ดังนั้นผู้ดูแลผู้สูงอายุควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ เช่น กลืนอาหารลำบาก ท้องอืด ท้องผูก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เบื่อง่าย ปวดเจ็บตามร่างกาย อาการต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงอาการผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นภายใน เพราะบางครั้งอาการอาจจะไม่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่พอรู้ตัวอีกทีก็อาจจะเข้าสู่ภาวะที่รุนแรงแล้วก็ได้
หมั่นดูแลเรื่องสุขอนามัย ความสะอาดสำคัญมากในการดูแลผู้สูงอายุ เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้สูงอายุนั้นไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน หากหยิบจับสิ่งสกปรกเข้าสู่ร่างกาย อาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติมาก รวมไปถึงการชะล้าง ทำความสะอาดตามร่างกาย เช่น เล็บ ฟัน ผม ผิวหนัง ก็ควรหมั่นดูแลความสะอาดทุกวันอย่างต่อเนื่องด้วย
นัดพบแพทย์และตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ผู้ดูแลผู้สูงอายุควรหมั่นพาผู้สูงอายุไปตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอทุกปี หรืออย่างน้อย 2 ปี เพื่อลดปัจจัยการเกิดโรคต่างๆ หากพบสิ่งผิดปกติ ก็จะได้วางแผนหาทางรับมือได้อย่างทันท่วงที การมีผู้ดูแลผู้สูงอายุดูแลที่บ้านคอยช่วยสังเกตอาการผิดปกติและแจ้งญาติให้ทราบ นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในการคอยสังเกตการเกิดอาการผิดปกติของผู้สูงอายุก่อนที่โรคจะคืบหน้าไปจนแก้ไขรักษาได้ยากขึ้น สุดท้ายนี้ผู้สูงอายุนั้นเพียงแค่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ หากเราสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ ก็สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ง่ายๆ และผู้สูงอายุก็จะอยู่กับเราอย่างมีความสุขความเข้าใจไปนานๆ
Cr : www.krungsri.com

ทำไมก่อนกินยาต้องอ่านฉลากทุกครั้ง ?” มาดูเหตุผลพร้อมคำแนะนำจากคุณหมอ

โรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ แม้การไม่มีโรคจะเป็นลาภอันประเสริฐ แต่โรคของผู้สูงอายุบางโรคก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ยา จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาโรคหรือบรรเทาอาการต่าง ๆ ซึ่งยาจะดีและปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกหลัก มาคลายทุกข้อสงสัยกับ ‘8 วิธีรับประทานยาที่ถูกต้อง ที่จะทำให้ชาว Gen ยัง Active ใส่ใจเรื่องยามากขึ้น

จำเป็นไหมที่ต้องรับประทานยาตามข้อบ่งใช้ ?

เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมยาแต่ละชนิดจึงมีข้อบ่งใช้ต่างกัน บางตัวต้องรับประทานทั้งเช้า กลางวัน เย็น และมีทั้งที่เป็นยาก่อนอาหาร และหลังอาหาร ซึ่งหากต้องรับประทานยาหลายตัวด้วยแล้ว ยิ่งชวนให้สับสน คำตอบจากคุณหมอคือ ยาแต่ละชนิดถูกกําหนดให้รับประทานในเวลาที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลที่จําเป็นต่าง ๆ เช่น

ยาแก้ปวดแก้อักเสบ (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ยากลุ่มนี้จะกําหนดให้รับประทานหลังอาหารทันทีเนื่องจากมีผลระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร


ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic) ควรรับประทานต่อเนื่องจนยาหมดหรือตามแพทย์สั่ง เพราะหากคิดว่าตัวเองหายดีแล้วและหยุดยาเอง จะทำให้ร่างกายดื้อยาและอาจเจ็บป่วยรุนแรงกว่าเดิม


ทั้งนี้มีข้อพึงสังเกตและข้อพึงระวังเนื่องจากมีการเรียก “ยาแก้อักเสบ” ในกลุ่มยาที่แตกต่างกันนั่นคือ ‘กลุ่มของยาปฏิชีวนะ’ ที่หลายคนเข้าใจผิดเรียกว่ายาแก้อักเสบ แต่หน้าที่ของยาปฏิชีวนะคือการฆ่าเชื้อหรือกำจัดเชื้อโรคที่เป็นต้นตอของการอักเสบนั่นเอง

ส่วน ‘กลุ่มยาต้านการอักเสบ’ ซึ่งถูกต้องแล้วที่เรียกว่ายาแก้อักเสบ โดยยากลุ่มนี้ช่วยแก้ปวดและลดการอักเสบโดยตรง เช่น กลุ่มแอสไพรินหรือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ซึ่งใช้รักษาการอักเสบที่เกิดจากการบาดเจ็บเพราะการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การใช้เสียง ข้ออักเสบจากโรครูมาตอยด์ เป็นต้น


อ่านฉลากแล้วต้องรับประทานยาให้ถูกวิธี ก่อนรับประทานยาทุกครั้ง อย่าลืมหยุดอ่านฉลากยาสักนิดเพื่อความชัวร์ ซึ่งคำแนะนำในการรับประทานยาจากคุณหมอที่ควรจำให้ได้และนำไปใช้ ได้แก่

  1. ยาก่อนอาหาร ให้รับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที
  2. ยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที มักเป็นยาที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น ยากลุ่มแอสไพรินหรือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ให้รับประทานอาหารครึ่งหนึ่งแล้วรับประทานยา แล้วจึงรับประทานอาหารต่อจนอิ่ม หรือรับประทานอาหารคําสุดท้ายแล้วรับประทานยาทันที พร้อมดื่มน้ำตามมาก ๆ
  3. ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหาร 15 – 30 นาที 
  4. ยาระหว่างมื้ออาหาร ให้รับประทานก่อนหรือหลังอาหาร 1 – 2 ชั่วโมง
  5. ยาก่อนนอน รับประทานก่อนเข้านอน 15 – 30 นาที กรณีที่เป็นยานอนหลับก่อนนอนเพื่อให้ผู้ป่วยนอนได้เต็มที่ โดยมากมักให้ผู้ป่วยรับประทานก่อนถึงเวลาที่ต้องตื่นนอนประมาณ 7 – 8 ชั่วโมง และที่สำคัญ ยานอนหลับควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น เพราะยาบางตัวมีไว้สำหรับจัดการการนอนไม่หลับในช่วงเวลาหนึ่ง
  6. ยาที่รับประทานสัปดาห์ละครั้ง หากรับประทานวันใดก็ควรรับประทานวันนั้นทุก ๆ สัปดาห์ เช่น เริ่มรับประทานยาวันอาทิตย์ก็ให้รับประทานยานั้นทุกวันอาทิตย์
  7. ยาที่รับประทานเมื่อมีอาการ เช่น ยาลดไข้แก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol) รับประทาน 2 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมงเวลาปวด หมายความว่าให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ดเมื่อมีอาการปวด ถ้าต่อมามีอาการปวดอีกแต่ยังไม่ถึง 6 ชั่วโมง ยังไม่ควรรับประทานยานั้นซ้ำอีก เพราะอาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้
  8. กรณีลืมรับประทานยา ให้รีบรับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลามื้อต่อไปแล้วให้ข้ามมื้อที่ลืมไป อย่าเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าในมื้อต่อไปเป็นอันขาดเพราะไม่ได้ชดเชยมื้อที่ลืมไป และอาจเกิดอันตรายหรืออาการข้างเคียงตามมาได้อีกด้วย

คุณสามารถวางใจให้ผู้ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ จากศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านที่มีมาตรฐานช่วยดูแลเรื่องนี้ได้ค่ะ เพราะทางศูนย์จะจัดส่งผู้ดูแลที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์เพื่อดูแลคนที่คุณรักเป็นอย่างดี…

เรียบเรียงโดย : เรียบเรียงโดย : ภญ.ฐนิตา ทวีธรรมเจริญ
ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ชวนทำเมนูอาหารผู้สูงอายุ อร่อยไม่ซ้ำ เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ห่างไกลโรค

“วันนี้กินอะไรดี?” ประโยคที่คนในบ้านผลัดกันถามทุกวัน สิ่งนี้จะหมดไปด้วย เมนู 7 วัน 7 เมนูอาหารผู้สูงอายุ ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน รับรองว่าทุกเมนูที่หยิบมาแนะนำ นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารแล้ว ยังเป็นเหมือนยาบำรุงร่างกาย สำหรับบ้านที่มีผู้ดูแลที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์จากศูนย์จัดส่ง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน คุณสามารถแจ้งผู้ดูแลให้จัดอาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุได้ นอกจากอาหารจะอร่อยถูกปากแล้ว ในแต่ละมื้อยังพร้อมด้วยสารอาหารและวิตามินช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ฟิตอีกด้วย

สารอาหารช่วยเพิ่มภูมิฟิต

วิตามินเอ : มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยต่อสู้กับโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ทั้งยังช่วยบำรุงสายตาและรักษาเยื่อบุผิวของอวัยวะต่างๆ

วิตามินซี : วิตามินตัวสำคัญที่มีส่วนช่วยขจัดเชื้อโรคในการทำงานของเม็ดเลือดขาว อีกทั้งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ต้านภูมิแพ้ ต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินดี : ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ การแบ่งตัวของเซลล์ รวมถึงการตายของเซลล์ที่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

วิตามินอี : ช่วยต้านอนุมูลอิสระพร้อมทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ทั้งยังป้องกันไม่ให้มีกรดไขมันอิ่มตัว และป้องกันไม่ให้เยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกายถูกทำลาย


ธาตุเหล็ก : ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันอาการอ่อนเพลีย และช่วยป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

เมนูที่ 1 ไข่ยัดไส้

7-days-7-menus-01.jpg

ประโยชน์: กินมะเขือเทศและแครอทอย่างละ ½ ทัพพี จะได้รับวิตามินซีจากมะเขือเทศ และวิตามินเอจากแครอทส่วนผสม :

  • ไข่ไก่
  • หมูสับ
  • มะเขือเทศหั่นเต๋า
  • แครอทหั่นเต๋า
  • หอมใหญ่หั่นเต๋า
  • ข้าวโพดอ่อน
  • ต้นหอมซอย
  • ผักชี

เครื่องปรุง :

  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำตาลทราย
  • ซอสหอยนางรม
  • ซอสปรุงรส
  • พริกไทยป่น

วิธีทำ :

  1. หั่นผักเตรียมไว้ หมักหมูสับด้วยซอสปรุงรสและซอสหอยนางรม
  2. ตีไข่ในชามปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ทอดไข่ให้เป็นแผ่นแล้วพักใส่จาน
  3. ตั้งกระทะ พอน้ำมันร้อนแล้วใส่แครอท ตามด้วยหมูสับและผักที่เหลือ
  4. ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซอสมะเขือเทศ น้ำตาลทราย พริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน
  5. โรยต้นหอมซอย ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วตักหมูสับที่ผัดไว้ใส่ลงไปบนแผ่นไข่
  6. ห่อไข่เข้าด้วยกัน แต่งจานด้วยต้นหอม ผักชี พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 2 ต้มเลือดหมู

7-days-7-menus-02.jpg

ประโยชน์:กินผักกาดหอม ½ ทัพพี ตับหมู 1 ช้อนโต๊ะ เลือดหมู 1 ชิ้น และหมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ จะได้รับธาตุเหล็กสู่ร่างกายส่วนผสม :

  • หมูบด
  • เลือดหมู
  • ผักกาดหอม

เครื่องปรุง :

  • ซุปก้อน
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซอสหอยนางรม
  • กระเทียมเจียว

วิธีทำ :

  1. หมักหมูบดกับซอสหอยนางรมและพริกไทย จากนั้นพักไว้
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือดแล้วใส่หมูบดและซุปก้อน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  3. ใส่เลือดหมู ผักกาดหอม โรยกระเทียมเจียว พริกไทย พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 3 ต้มยำปลาทู

7-days-7-menus-03.jpg

ประโยชน์: มะเขือเทศและน้ำมะนาวที่เป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินซีส่วนผสม :

  • ปลาทู
  • พริกชี้ฟ้าแดงเผา
  • พริกแห้ง
  • หอมแดงเผา
  • หอมแดงสด
  • ข่า
  • ตะไคร้
  • มะนาว
  • ผักชีใบเลื่อย
  • มะเขือเทศ

เครื่องปรุง :

  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย
  • เกลือ

วิธีทำ :

  1. นำพริกชี้ฟ้าแดงเผา พริกแห้ง และหอมแดงเผา ไปปั่นจนละเอียด
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำจนเดือด ใส่ตะไคร้ ข่า หอมแดงลงไป ต้มจนเดือดอีกครั้ง
  3. ใส่ปลาทูลงไปต้มจนสุก จากนั้นใส่มะเขือเทศลงไป
  4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว
  5. ใส่ผักชีใบเลื่อยลงไป และปรุงรสให้หอมและเผ็ดด้วยพริกที่นำไปปั่น พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 4 ต้มจืดตำลึงเต้าหู้ไข่

7-days-7-menus-04.jpg

ประโยชน์: มีส่วนผสมของแครอท ½ ทัพพี และตำลึง 2 ทัพพี จะได้รับวิตามินเอส่วนผสม :

  • ใบตำลึง
  • เต้าหู้ไข่ไก่
  • หมูสับ
  • กระเทียมทุบ

เครื่องปรุง :

  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊วขาว
  • เกลือ

วิธีทำ :

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำ ใส่กระเทียมทุบลงไป และใส่เกลือลงไปเล็กน้อย
  2. พอน้ำเดือด ใส่หมูสับลงไป ต้มจนเดือดอีกครั้ง
  3. ใส่ใบตำลึงลงไป ตามด้วยเต้าหู้ไข่ไก่
  4. ปรุงรสด้วยน้ำปลาและซีอิ๊วขาว พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 5 ปลานึ่งขิง

7-days-7-menus-05.jpg

ประโยชน์: หากใช้ปลาทับทิมเป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินดีส่วนผสม :

  • ปลาทับทิมตัวโต
  • ขิง
  • ต้นหอมหั่นท่อน
  • พริกสำหรับตกแต่งจาน
  • กระเทียมสับละเอียด

เครื่องปรุง :

  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำมันงา
  • น้ำตาล

วิธีทำ :

  1. นำปลาทับทิมล้างทำความสะอาด นึ่งให้สุกแล้วพักไว้
  2. เจียวกระเทียมกับน้ำมันเล็กน้อย
  3. นำขิงลงไปผัดอย่าให้สุกเกินไป
  4. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำตาล
  5. นำต้นหอมลงไปผัดพอสุก
  6. ราดบนปลาที่นึ่งไว้ แล้วตกแต่งด้วยพริก พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 6 ผัดเปรี้ยวหวาน

7-days-7-menus-06.jpg

ประโยชน์: มีส่วนผสมของมะเขือเทศ ½ ทัพพี และพริกหวาน 1 ลูก จะได้รับวิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายส่วนผสม :

  • เนื้อไก่
  • มะเขือเทศ
  • พริกหวาน
  • หอมใหญ่
  • แตงกวา
  • แครอท
  • สับปะรด
  • ต้นหอมหั่นท่อน

เครื่องปรุง :

  • ซอสพริก
  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำมันหอย
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาล

วิธีทำ :

  1. ทำน้ำซอสโดยนำซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และน้ำตาล ผสมให้เข้ากัน
  2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ตามด้วยกระเทียมสับ
  3. จากนั้นใส่หมู ตามด้วยหอมใหญ่ มะเขือเทศ พริกหวาน แตงกวา แครอท สับปะรด
  4. ใส่น้ำซอส และผัดทุกอย่างให้เข้ากันด้วยไฟแรง
  5. ปิดท้ายด้วยต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 7 ผัดหอยลาย

7-days-7-menus-07.jpg

ประโยชน์: มีส่วนผสมของเนื้อหอยลาย ได้รับธาตุเหล็ก 33% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันส่วนผสม :

  • หอยลาย
  • กระเทียม
  • พริกขี้หนู
  • ใบโหระพา

เครื่องปรุง :

  • เต้าเจี้ยว
  • ซอสหอยนางรม
  • น้ำปลา

วิธีทำ :

  1. ล้างหอยลายให้สะอาด
  2. ทุบพริก กระเทียม ตั้งน้ำมันให้ร้อนผัดพริกกระเทียมให้หอม
  3. ใส่หอยลาย ผัดให้พอสุก
  4. ปรุงด้วยหอยนางรม เต้าเจี้ยว น้ำปลา
  5. ใส่ใบโหระพา คลุกนิดหน่อย พร้อมเสิร์ฟ

ทุกวันนี้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีอยู่รอบตัว ยิ่งอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันยิ่งลดลง มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคที่ควรระวังสำหรับสูงวัย ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ได้รับปริมาณสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ก็มีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติและเต็มศักยภาพ

ข้อมูลโดย : กรมอนามัย
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล