ชวนทำเมนูอาหารผู้สูงอายุ อร่อยไม่ซ้ำ เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ห่างไกลโรค

“วันนี้กินอะไรดี?” ประโยคที่คนในบ้านผลัดกันถามทุกวัน สิ่งนี้จะหมดไปด้วย เมนู 7 วัน 7 เมนูอาหารผู้สูงอายุ ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน รับรองว่าทุกเมนูที่หยิบมาแนะนำ นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารแล้ว ยังเป็นเหมือนยาบำรุงร่างกาย สำหรับบ้านที่มีผู้ดูแลที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์จากศูนย์จัดส่ง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน คุณสามารถแจ้งผู้ดูแลให้จัดอาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุได้ นอกจากอาหารจะอร่อยถูกปากแล้ว ในแต่ละมื้อยังพร้อมด้วยสารอาหารและวิตามินช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ฟิตอีกด้วย

สารอาหารช่วยเพิ่มภูมิฟิต

วิตามินเอ : มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยต่อสู้กับโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ทั้งยังช่วยบำรุงสายตาและรักษาเยื่อบุผิวของอวัยวะต่างๆ

วิตามินซี : วิตามินตัวสำคัญที่มีส่วนช่วยขจัดเชื้อโรคในการทำงานของเม็ดเลือดขาว อีกทั้งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ต้านภูมิแพ้ ต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินดี : ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ การแบ่งตัวของเซลล์ รวมถึงการตายของเซลล์ที่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

วิตามินอี : ช่วยต้านอนุมูลอิสระพร้อมทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ทั้งยังป้องกันไม่ให้มีกรดไขมันอิ่มตัว และป้องกันไม่ให้เยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกายถูกทำลาย


ธาตุเหล็ก : ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันอาการอ่อนเพลีย และช่วยป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

เมนูที่ 1 ไข่ยัดไส้

7-days-7-menus-01.jpg

ประโยชน์: กินมะเขือเทศและแครอทอย่างละ ½ ทัพพี จะได้รับวิตามินซีจากมะเขือเทศ และวิตามินเอจากแครอทส่วนผสม :

  • ไข่ไก่
  • หมูสับ
  • มะเขือเทศหั่นเต๋า
  • แครอทหั่นเต๋า
  • หอมใหญ่หั่นเต๋า
  • ข้าวโพดอ่อน
  • ต้นหอมซอย
  • ผักชี

เครื่องปรุง :

  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำตาลทราย
  • ซอสหอยนางรม
  • ซอสปรุงรส
  • พริกไทยป่น

วิธีทำ :

  1. หั่นผักเตรียมไว้ หมักหมูสับด้วยซอสปรุงรสและซอสหอยนางรม
  2. ตีไข่ในชามปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ทอดไข่ให้เป็นแผ่นแล้วพักใส่จาน
  3. ตั้งกระทะ พอน้ำมันร้อนแล้วใส่แครอท ตามด้วยหมูสับและผักที่เหลือ
  4. ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซอสมะเขือเทศ น้ำตาลทราย พริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน
  5. โรยต้นหอมซอย ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วตักหมูสับที่ผัดไว้ใส่ลงไปบนแผ่นไข่
  6. ห่อไข่เข้าด้วยกัน แต่งจานด้วยต้นหอม ผักชี พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 2 ต้มเลือดหมู

7-days-7-menus-02.jpg

ประโยชน์:กินผักกาดหอม ½ ทัพพี ตับหมู 1 ช้อนโต๊ะ เลือดหมู 1 ชิ้น และหมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ จะได้รับธาตุเหล็กสู่ร่างกายส่วนผสม :

  • หมูบด
  • เลือดหมู
  • ผักกาดหอม

เครื่องปรุง :

  • ซุปก้อน
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซอสหอยนางรม
  • กระเทียมเจียว

วิธีทำ :

  1. หมักหมูบดกับซอสหอยนางรมและพริกไทย จากนั้นพักไว้
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือดแล้วใส่หมูบดและซุปก้อน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  3. ใส่เลือดหมู ผักกาดหอม โรยกระเทียมเจียว พริกไทย พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 3 ต้มยำปลาทู

7-days-7-menus-03.jpg

ประโยชน์: มะเขือเทศและน้ำมะนาวที่เป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินซีส่วนผสม :

  • ปลาทู
  • พริกชี้ฟ้าแดงเผา
  • พริกแห้ง
  • หอมแดงเผา
  • หอมแดงสด
  • ข่า
  • ตะไคร้
  • มะนาว
  • ผักชีใบเลื่อย
  • มะเขือเทศ

เครื่องปรุง :

  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย
  • เกลือ

วิธีทำ :

  1. นำพริกชี้ฟ้าแดงเผา พริกแห้ง และหอมแดงเผา ไปปั่นจนละเอียด
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำจนเดือด ใส่ตะไคร้ ข่า หอมแดงลงไป ต้มจนเดือดอีกครั้ง
  3. ใส่ปลาทูลงไปต้มจนสุก จากนั้นใส่มะเขือเทศลงไป
  4. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว
  5. ใส่ผักชีใบเลื่อยลงไป และปรุงรสให้หอมและเผ็ดด้วยพริกที่นำไปปั่น พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 4 ต้มจืดตำลึงเต้าหู้ไข่

7-days-7-menus-04.jpg

ประโยชน์: มีส่วนผสมของแครอท ½ ทัพพี และตำลึง 2 ทัพพี จะได้รับวิตามินเอส่วนผสม :

  • ใบตำลึง
  • เต้าหู้ไข่ไก่
  • หมูสับ
  • กระเทียมทุบ

เครื่องปรุง :

  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊วขาว
  • เกลือ

วิธีทำ :

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำ ใส่กระเทียมทุบลงไป และใส่เกลือลงไปเล็กน้อย
  2. พอน้ำเดือด ใส่หมูสับลงไป ต้มจนเดือดอีกครั้ง
  3. ใส่ใบตำลึงลงไป ตามด้วยเต้าหู้ไข่ไก่
  4. ปรุงรสด้วยน้ำปลาและซีอิ๊วขาว พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 5 ปลานึ่งขิง

7-days-7-menus-05.jpg

ประโยชน์: หากใช้ปลาทับทิมเป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินดีส่วนผสม :

  • ปลาทับทิมตัวโต
  • ขิง
  • ต้นหอมหั่นท่อน
  • พริกสำหรับตกแต่งจาน
  • กระเทียมสับละเอียด

เครื่องปรุง :

  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำมันงา
  • น้ำตาล

วิธีทำ :

  1. นำปลาทับทิมล้างทำความสะอาด นึ่งให้สุกแล้วพักไว้
  2. เจียวกระเทียมกับน้ำมันเล็กน้อย
  3. นำขิงลงไปผัดอย่าให้สุกเกินไป
  4. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำตาล
  5. นำต้นหอมลงไปผัดพอสุก
  6. ราดบนปลาที่นึ่งไว้ แล้วตกแต่งด้วยพริก พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 6 ผัดเปรี้ยวหวาน

7-days-7-menus-06.jpg

ประโยชน์: มีส่วนผสมของมะเขือเทศ ½ ทัพพี และพริกหวาน 1 ลูก จะได้รับวิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายส่วนผสม :

  • เนื้อไก่
  • มะเขือเทศ
  • พริกหวาน
  • หอมใหญ่
  • แตงกวา
  • แครอท
  • สับปะรด
  • ต้นหอมหั่นท่อน

เครื่องปรุง :

  • ซอสพริก
  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำมันหอย
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาล

วิธีทำ :

  1. ทำน้ำซอสโดยนำซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และน้ำตาล ผสมให้เข้ากัน
  2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ตามด้วยกระเทียมสับ
  3. จากนั้นใส่หมู ตามด้วยหอมใหญ่ มะเขือเทศ พริกหวาน แตงกวา แครอท สับปะรด
  4. ใส่น้ำซอส และผัดทุกอย่างให้เข้ากันด้วยไฟแรง
  5. ปิดท้ายด้วยต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ

เมนูที่ 7 ผัดหอยลาย

7-days-7-menus-07.jpg

ประโยชน์: มีส่วนผสมของเนื้อหอยลาย ได้รับธาตุเหล็ก 33% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันส่วนผสม :

  • หอยลาย
  • กระเทียม
  • พริกขี้หนู
  • ใบโหระพา

เครื่องปรุง :

  • เต้าเจี้ยว
  • ซอสหอยนางรม
  • น้ำปลา

วิธีทำ :

  1. ล้างหอยลายให้สะอาด
  2. ทุบพริก กระเทียม ตั้งน้ำมันให้ร้อนผัดพริกกระเทียมให้หอม
  3. ใส่หอยลาย ผัดให้พอสุก
  4. ปรุงด้วยหอยนางรม เต้าเจี้ยว น้ำปลา
  5. ใส่ใบโหระพา คลุกนิดหน่อย พร้อมเสิร์ฟ

ทุกวันนี้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีอยู่รอบตัว ยิ่งอายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันยิ่งลดลง มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคที่ควรระวังสำหรับสูงวัย ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ได้รับปริมาณสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ก็มีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติและเต็มศักยภาพ

ข้อมูลโดย : กรมอนามัย
Cr : Gen ยัง active มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

  • เมื่อใครคนหนึ่งต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยก็มักตกเป็นของสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่ทั้งสองฝ่าย คือ ‘ผู้ป่วย’ และ ‘ผู้ดูแล’ ต่างก็ไม่ทันได้ตั้งตัว
  • ในแง่ของผู้ดูแล จึงอาจต้องเผชิญกับปมขัดแย้งในใจของตัวเอง บางกรณี ผู้ดูแลจำเป็นต้องละทิ้งชีวิตส่วนตัว ลาออกจากงานเพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเต็มเวลา กลายเป็นความกดดันเรื้อรัง เพราะบางครั้งแค่คิดท้อใจ หรือคิดอยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ก็อาจทำให้ตัวเองรู้สึกผิดได้แล้ว
  • จึงเป็นเรื่องท้าทายว่า เราจะรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวันอย่างไร – ผิดไหม หากบางครั้งเราอยากมีเวลาหาความสุขให้ตัวเองบ้าง?

‘เกิด แก่ เจ็บ ตาย’ เป็นสภาวะที่ทุกชีวิตย่อมหลีกหนีไม่พ้น หลายคนอาจหวาดกลัวความตายที่จะมาพรากลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แต่อีกแง่หนึ่ง สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้ความตายก็คือ การถูกขังอยู่ในร่างกายของตัวเองจากความเจ็บป่วยที่ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป
เมื่อใครคนหนึ่งต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยก็มักตกเป็นของสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่ทั้งสองฝ่าย คือ ‘ผู้ป่วย’ และ ‘ผู้ดูแล’ ต่างก็ไม่ทันได้ตั้งตัว 

ในแง่ของผู้ป่วยเอง ก็คงไม่อยากเป็นภาระของคนในครอบครัว ขณะที่ในแง่ของผู้ดูแล ก็อาจต้องเผชิญกับปมขัดแย้งในใจของตัวเอง บางกรณี ผู้ดูแลจำเป็นต้องละทิ้งชีวิตส่วนตัว ลาออกจากงานเพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเต็มเวลา กลายเป็นความกดดันเรื้อรัง เพราะบางครั้งแค่คิดท้อใจ หรือคิดอยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ก็อาจทำให้ตัวเองรู้สึกผิดได้แล้ว

ในฐานะผู้ดูแล จึงเป็นเรื่องท้าทายว่า เราจะรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวันอย่างไร – ผิดไหม หากบางครั้งเราอยากมีเวลาหาความสุขให้ตัวเองบ้าง? 

ข้อมูลจากการสำรวจผู้สูงอายุจำนวน 6,394,022 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขปี 2563 พบว่า มีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง กล่าวคือเป็นกลุ่มที่ติดบ้าน หรือติดเตียง ถึง 1.3 ล้านรายจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า จำนวนผู้ป่วยที่ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา เฉพาะที่ถูกสำรวจก็ขึ้นหลักล้านไปแล้ว ยังไม่รวมที่ตกสำรวจและผู้ป่วยเนื่องจากอุบัติเหตุหรือสภาพทางจิตใจอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลด้วยซ้ำ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีอาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้ดูแลไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า ทำให้เกิดปัญหาความไม่พร้อมในด้านต่างๆ ตามมา เพราะการเป็นผู้ดูแล หมายถึง ผู้ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือสมากชิกในครอบครัวที่เจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นคู่ครองที่ป่วย, ลูกที่มีภาวะบกพร่อง หรือพ่อแม่ที่แก่ชรา ซึ่งการเปลี่ยนบทบาทอย่างกะทันหัน มักส่งผลต่อสภาพอารมณ์ของผู้ดูแลไม่มากก็น้อย ผู้ดูแลจึงมักรู้สึกโกรธ, หงุดหงิด, เหนื่อยหน่าย, โดดเดี่ยว หรือซึมเศร้า 

หากมีอารมณ์เชิงลบเกิดขึ้น ควรเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรผลักไสอารมณ์เหล่านั้น ด้วยการหลอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” เพราะจะยิ่งกลายเป็นความกดดันที่รอวันระเบิด แต่ควรตั้งสติให้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง หาทางผ่อนคลาย เช่น พูดคุยกับคนอื่นๆ, ขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลมืออาชีพ โดยใช้บริการจากศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเพื่อดูแลที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้าน, หาเวลาส่วนตัวให้ตัวเองในแต่ละวัน ฯลฯ เพราะหน้าที่ดูแลผู้ป่วยนั้น เป็นงานระยะยาวที่ไม่อาจรู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร และการปล่อยให้ตัวเองสะสมความเครียดอย่างต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

หน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนในครอบครัวนั้น ถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจมหาศาล และบ่อยครั้งมักเป็นงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีโอกาสสูงมากที่ผู้ดูแลอาจรู้สึกอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรง 
Caregiver Burden คือ ภาวะที่ผู้ดูแลรู้สึกว่าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของตัวเอง มีความรู้สึกเหนื่อยล้า, เครียด, นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า ซึ่งเมื่อผู้ดูแลมีความรู้สึกดังกล่าว สิ่งที่มักตามมาก็คือ ผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแล อาจไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร และในระยะยาว หากผู้ดูแลไม่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ ผู้ป่วยก็อาจถูกทอดทิ้ง หรือกระทั่งถูกทำร้ายร่างกายโดยผู้ดูแลได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม 
ผู้ดูแลจึงควรรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะ ‘หมดไฟ’ ซึ่งได้แก่

  • ต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
  • ขาดการติดต่อเข้าสังคมกับคนอื่นๆ 
  • มีปัญหาด้านการเงิน
  • ผู้ดูแลขาดทักษะการจัดการอารมณ์และการแก้ปัญหา
  • ไม่มีผู้ช่วย หรือไม่มีตัวช่วยสนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น กำลังใจ, การมีผู้รับฟัง, การเงิน ฯลฯ

ยิ่งผู้ดูแลอยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงข้างต้นหลายข้อมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟจากการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอาการหมดไฟ มักเกิดจากการที่ผู้ดูแลจดจ่ออยู่กับการดูแลผู้ป่วยมากเกินไป จนลืมให้ความใส่ใจแต่สุขภาพโดยรวมของตัวเอง – อาการที่พบบ่อยของภาวะหมดไฟ ได้แก่

  • รู้สึกกังวลตลอดเวลา
  • เหนื่อยง่าย
  • นอนไม่หลับ หรือนอนหลับมากเกินไป
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว
  • ขี้หงุดหงิด โกรธง่าย
  • สูญเสียความสนใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยชื่นชอบ
  • ปวดศีรษะ ปวดตัว ปวดท้องบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้สิ่งเสพติด หรือยานอนหลับ เพื่อคลายเครียด

ว่ากันว่าแม้แต่ผู้ที่ใจเย็น และมีความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilient) สูง เมื่อต้องรับบทบาทผู้ดูแลคนป่วย ก็ยังอาจรู้สึกกดดันและเกิดความเครียดได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลผู้ป่วยก็คือ การดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองควบคู่กันไปด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า เราคงไม่สามารถดูแลคนอื่นให้ดีได้ หากเราไม่ได้ดูแลตัวเองให้พร้อมทั้งกายและใจเสียก่อน 

เมื่ออยากพัก แต่กลับรู้สึกผิดปัญหาอันซับซ้อนของผู้ดูแลผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ก็คือ หากผู้ดูแลไม่ผูกหน้าที่นี้ไว้กับคำว่า ‘กตัญญู’ ก็มักผูกมันไว้กับคำว่า ‘เสียสละ’ – สองคำนี้เอง อาจเป็นกับดักความรู้สึกผิดในใจที่ยากจะกำจัดออกไปได้ 

ไม่ว่าจะดูแลพ่อแม่ที่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงด้วยโรคชรา, ดูแลลูก คู่ครอง หรือพี่น้องที่มีภาวะบกพร่องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ล้วนเป็นการดูแลที่มีสายสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องความผูกพันทางใจที่ผู้ดูแลมักเต็มใจทุ่มเท แต่เพราะการดูแลผู้ป่วยเป็นหน้าที่ระยะยาว จึงควรกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน วางแผนหาผู้ช่วยในด้านต่างๆ แทนการเริ่มทำด้วยกรอบความคิดของคำว่า กตัญญู หรือ เสียสละ เพราะหากเมื่อไรต้องการหยุดพัก เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดและโทษตัวเอง 
การใช้คำว่า ‘หน้าที่’ จึงช่วยในแง่ความรู้สึกของผู้ดูแล ให้สามารถแยกหน้าที่การดูแลออกจากความรู้สึกส่วนตัวได้บ้างไม่มากก็น้อย
เพราะแม้ว่าการกตัญญูหรือเสียสละเป็นเรื่องดีที่ควรทำ แต่บ่อยครั้งสิ่งนี้ก็อาจทำให้เราลืมคุณค่าในตัวเอง เนื่องจากเมื่อใดที่คิดถึงความต้องการของตัวเอง ผู้ดูแลก็อาจรู้สึกผิด โดยเฉพาะเมื่อต้องการออกไปหาความสุขส่วนตัว เช่น ไปช็อปปิ้ง หรือพบปะเพื่อนฝูง ซึ่งอาจทำให้ต้องฝากผู้ป่วยไว้กับคนอื่น ผู้ดูแลอาจรู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ จนถึงขั้นตัดสินใจละทิ้งความต้องการนั้นไปเสีย และนานวันเข้าก็อาจจะลืมไปว่าแม้ตัวเองจะเป็นผู้ดูแล แต่ก็ควรมีเวลาส่วนตัว ได้ทำในสิ่งที่ชอบบ้าง
สังคมรอบตัวก็มีส่วนสำคัญ เพราะสายตาและคำตัดสินจากคนภายนอก มักมองว่าผู้ดูแลที่ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองนั้น ไม่เสียสละ ไม่ทุ่มเท เห็นแก่ตัว บ่อยครั้ง ผู้ดูแลจึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเชิงลบหรือปัญหาต่างๆ รวมทั้งความต้องการของตัวเองไว้ในใจเพียงลำพัง เพราะกลัวถูกตัดสิน เช่นนี้ก็อาจยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับผู้ดูแลมากขึ้นไปอีก 

นอกจากนี้ ความรู้สึกผิดของผู้ดูแลอาจเกิดจากการดูแลที่ผิดพลาดจนส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย หรือผู้ดูแลอาจรู้สึกผิดที่ตัวเองหงุดหงิด หรือไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของผู้ป่วย บางครั้งก็อาจรู้สึกผิดที่ในใจแอบคิดว่าเมื่อไรเรื่องราวเหล่านี้จะจบลงเสียที

ไม่ว่าความรู้สึกผิดจะเกิดจากอะไร ผู้ดูแลจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง เข้าใจว่าเราก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ไม่อาจทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา การดูแลผู้ป่วย เป็นเพียงหน้าที่หนึ่ง ที่ไม่ว่าเราจะเลือกเองหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อรับหน้าที่แล้ว ก็ควรทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหากเกิดความรู้สึกเชิงลบขณะที่ดูแลผู้ป่วย ก็ควรหาวิธีแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม หรือขอเวลานอกให้ตัวเองด้วยการเดินไปหาที่สงบจิตใจ (ควรจัดการให้ผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยก่อน) เราควรเข้าใจว่าการแบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะจะส่งผลดีในระยะยาวทั้งต่อผู้ดูแลและตัวผู้ป่วยเอง

ผู้ดูแลคนป่วย อาจมีสองความคิดที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ ระหว่างผู้ที่ต้องการดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เจ็บป่วยอย่างเต็มความสามารถ กับคนที่อยากวิ่งหนีจากสถานการณ์ตรงหน้าไปให้ไกลแสนไกล หากว่าคุณกำลังต้องต่อสู้กับความขัดแย้งเช่นนี้ในใจทุกวัน ขอให้รู้ว่าคุณไม่ได้เดียวดาย ขอให้ ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ได้เป็นผู้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณ เพื่อให้คุณได้ดูแลคนที่คุณรักไปพร้อมๆ กับการได้ใช้ชีวิตของตัวเอง

อ้างอิง :mayoclinic.org, caregiver.org, dop.go.thCr : Thairath

ผู้สูงอายุหกล้ม อุบัติเหตุที่ดูเหมือนจะเล็ก แต่ไม่เล็กสำหรับผู้สูงวัย เพราะการหกล้มของผู้สูงอายุส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด และอาจส่งผลถึงชีวิตของผู้สูงวัยในระยะยาวอีกด้วย แต่เราสามารถป้องกันอุบัติเหตุนี้ได้

ผู้สูงอายุหกล้มมีสาเหตุจากอะไร

ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าคนวัยอื่นหลายเท่าตัว และในผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงและทรงตัวได้ไม่ดีพอ โดยในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้ม 28-35% ส่วนในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปเสี่ยงต่อการหกล้มเพิ่มขึ้นเป็น 32-42% ไม่เพียงเท่านั้น จากสถิติเกี่ยวกับการบาดเจ็บของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากการหกล้มสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วยผู้สูงอายุหกล้มส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

หากผู้สูงอายุหกล้ม จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ เกิดการกระแทก และมีอาการบาดเจ็บตามมา อาจบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยไปจนถึงบาดเจ็บรุนแรง และรุนแรงที่สุดคือเสียชีวิต โดยปัญหาการหกล้มเกิดมากกับผู้สูงอายุ และมีความอันตรายมากกว่าคนวัยอื่น จากสถิติยังพบว่ามีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการหกล้มเฉลี่ย 3 คนต่อวัน แต่ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันและแก้ไขได้หากเข้าใจถึงความเสี่ยงและการดูแลที่เหมาะสม

นอกจากส่งผลกระทบต่อชีวิตและร่างกายภายนอกของผู้สูงอายุแล้ว การที่ผู้สูงอายุหกล้มยังส่งผลกระทบถึงจิตใจของผู้สูงอายุเองด้วย เพราะทำให้เกิดความกังวล ขาดความมั่นใจในการเดิน กลัวการหกล้ม อาจเกิดภาวะซึมเศร้าทำให้ช่วยเหลือตัวเองได้ลดลง รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจของคนรอบข้าง เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล ถ้าหากมีภาวะแทรกซ้อน อาจทำให้ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลนานขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุหกล้ม

สาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1. ปัจจัยภายในที่มาจากร่างกายของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น สภาพร่างกายที่เสื่อมถอยตามวัย โรคประจำตัว ผลข้างเคียงจากการกินยารักษาบางชนิด

  • สมองประมวลผลช้าลง คิดช้า การตัดสินใจช้า
  • ปฏิกิริยาตอบสนองช้า การเคลื่อนไหวช้าลง
  • สายตาไม่ดี
  • หน้ามืดวิงเวียนง่าย
  • กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอ่อนแอลง ข้อต่อตึงแข็ง ไม่คล่องตัวเหมือนก่อน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อรีบเข้าห้องน้ำทำให้เสี่ยงหกล้มง่าย
  • การกินยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ยารักษาอาการชักและปวดเส้นประสาท ยาคลายวิตกกังวล ยานอนหลับ ยารักษาอาการเวียนหัวบ้านหมุน ยารักษาปัสสาวะขัด ยารักษาอาการทางจิต
  • โรคที่มักจะมาเยือนเมื่อถึงวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน ฯลฯ

ดูแลทำความสะอาดพื้นบ้านไม่ให้เปียกหรือมีสิ่งของกีดขวางจนเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุหกล้มได้

2. ปัจจัยภายนอกมาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้สูงอายุ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัยที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบากกว่าคนวัยหนุ่มสาว และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการหกล้มได้ง่าย

  • พื้น : ลื่น ขรุขระ ต่างระดับ มีธรณีประตู ทางเดินลาดชันมาก มีน้ำขัง
  • บันได : ขึ้นลงไม่สะดวก วางของกีดขวางทาง
  • มีสิ่งกีดขวางทางเดิน : โต๊ะเก้าอี้ที่มีส่วนยื่นออกมา พรมเช็ดเท้า สายไฟ บ้านรกวางของระเกะระกะบนพื้น
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ : บริเวณที่ใช้งานหรือเดินผ่านเป็นประจำ โดยเฉพาะ บันได
  • เก็บของไว้ที่สูง : ต้องเอื้อมหยิบหรือใช้เก้าอี้ปีน
  • สัตว์เลี้ยง : นอนขวางทางเดิน กระโจนใส่
  • กระจกใสขนาดใหญ่ : อาจเดินชน
  • มีบ่อน้ำ : หกล้มตกบ่อ

ผู้สูงอายุหกล้มป้องกันได้ก่อนสายเกินแก้

แม้ว่าผู้สูงอายุหกล้มจะเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราก็มีวิธีป้องกันเบื้องต้นได้ ทั้งในด้านปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังต่อไปนี้

ป้องกันผู้สูงอายุหกล้มจากปัจจัยภายใน/ดูแลสุขภาพร่างกาย

  1. นอนหลับพักผ่อน กินอาหารให้พอเพียงและกินเป็นเวลา เพื่อป้องกันอาการหน้ามืดเป็นลม
  2. ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและกระดูก สร้างความยืดหยุ่นข้อต่อ และช่วยให้การทรงตัวดี ถ้ามีปัญหาสุขภาพปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม
  3. ควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เช่น ควบคุมระดับความดันโลหิต ควบคุมเบาหวานโดยการคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ระมัดระวังการกินยา สอบถามกับแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา

หมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันการหกล้มได้

ระมัดระวังการเคลื่อนไหว

  1. มีสมาธิใส่ใจในสิ่งที่ทำ ทำทีละเรื่อง
  2. อย่ารีบร้อนเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ค่อยๆ ลุกจากเตียง ดูเก้าอี้ก่อนนั่ง เดิน ไม่วิ่ง
  3. มองก่อนก้าวขึ้น-ลง ดูสภาพพื้นก่อนก้าวเดิน
  4. งดปีนป่ายหยิบของจากที่สูง หรือปีนซ่อมแซมบ้าน ตัดต้นไม้

ป้องกันผู้สูงอายุหกล้มจากปัจจัยภายนอกปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

1. ห้องนอน ควรให้ผู้สูงอายุพักอาศัยในบริเวณห้องชั้นล่างเพื่อเลี่ยงการขึ้นบันไดที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

  • ไม่นอนบนพื้น อาจปวดข้อ หรือวิงเวียนหน้ามืด ทำให้เสียการทรงตัว
  • ใช้เตียงสูงระดับข้อพับเข่าเพื่อลุกนั่งสะดวก ไม่มีขอบแหลมคม ฟูกไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป
  • สวิตช์ไฟเปิดปิดสะดวก อยู่ในจุดใกล้เตียงนอน ใกล้ประตู
  • อยู่ชั้นล่าง เพื่อเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ
  • มีบริเวณเดินสะดวก

2. ห้องน้ำ ควรติดตั้งราวจับในห้องน้ำและทางเดินเพื่อให้ผู้สูงอายุใช้เกาะพยุงตัวป้องกันการหกล้ม

  • พื้นต้องไม่ลื่น
  • มีราวจับตามจุดต่างๆ
  • อุปกรณ์ใช้งานสะดวก
  • ประตูเปิดออกด้านนอก หรือใช้บานเลื่อน

3. ห้องครัว

  • อุปกรณ์การใช้งานต่างๆ หยิบได้ง่าย ไม่ต้องก้ม เอื้อมไกล หรือเอื้อมข้ามเตา
  • มีเก้าอี้ให้นั่งพัก
  • แสงสว่างพอเพียง
  • พื้นไม่ลื่น

4. ห้องนั่งเล่น

  • เครื่องเรือนมีความแข็งแรงมั่นคง ไม่มีส่วนใดยื่นออกมา งดใช้เก้าอี้โยก

5. สภาพแวดล้อมในบ้าน

  • พื้นเรียบเสมอกัน ไม่ลื่น ไม่ขรุขระ ไม่ใช้พื้นต่างระดับ ไม่มีธรณีประตู ทางไม่มีจุดลาดชันมากเกินไป ไม่มีน้ำขัง
  • จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่มีของวางกีดขวางทางเดิน พรม หรือสายไฟบนพื้น
  • ติดไฟให้มีแสงสว่างมองเห็นชัดในจุดที่มักละเลย เช่น บันได และทางเดิน
  • บันได ไม่วางสิ่งของ มีราวจับ
  • ติดราวจับช่วยพยุงตัวภายในห้องน้ำ หรือภายในบ้าน ตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกายผู้สูงอายุ

6. อื่นๆ

  • ใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น สวมแว่นสายตา ไม้เท้าช่วยพยุง ไม้ช่วยใส่รองเท้า เครื่องช่วยฟัง ติดตั้งอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ติดอุปกรณ์กันกระแทก
  • ใช้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่ช่วยให้มีความคล่องตัว ใส่สบาย ไม่มีการตกแต่งรุงรัง หรือมีน้ำหนักมาก

นอกจากนี้ น่าจะดีกว่าหากผู้สูงอายุที่คุณรักจะได้รับการดูแลโดยผู้ดูแลที่จัดส่งจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่มีมาตรฐาน เพื่ออยู่เป็นเพื่อน และดูแลพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการหกล้มที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุได้ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลCaregiverThai.com
Cr : Thairath

5 วิธีดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ ให้สดใสร่าเริง ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุมีภาวะโรคซึมเศร้ามาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ บางคนต้องอยู่คนเดียว บางคนต้องไปอยู่สถานพักฟื้นคนชรา หรือบางคนก็ต้องอยู่กับลูกหลานเด็กเล็ก ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสภาพอารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจของผู้สูงอายุทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย ก็ส่งผลให้มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายต่อสิ่งที่มากระทบจิตใจ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือคนที่ดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องทำความเข้าใจ และรู้จักวิธีการปฏิบัติ เพื่อดูแลสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ ให้มีสุขภาพจิตที่ดีด้วย

ปัญหาด้านสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปัญหาด้านความเครียด, ปัญหาด้านความวิตกกังวล, ความรู้สึกลูกหลานไม่รัก ไม่เคารพ, ความรู้สึกการถูกทอดทิ้ง และความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ยังส่งผลก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ด้วย หรือส่งผลอาการบางอย่างได้ เช่น การนอนไม่หลับ หรือนอนหลับยาก หรือทำให้อารมณ์หงุดหงิดง่าย ไม่แจ่มใส เป็นต้น

5 วิธีดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ

สำหรับการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ยากหรือซับซ้อน สิ่งสำคัญ คือ ต้องอาศัยความเข้าใจในภาวะอารมณ์ของผู้สูงอายุ ต้องมีความอดทนสูง และการยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของผู้สูงอายุ ที่บางครั้งอาจจะมีอารมณ์หรือพฤติกรรมเหมือนกับช่วงวัยเด็ก เช่น การดื้อรั้น อาการขี้น้อยใจ เป็นต้นผู้ที่ดูแลหรือบุคคลในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจหลักการดูแลสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ

เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับสภาวะทางอารมณ์ขุ่นมัว ความรู้สึกเศร้า หรือเสียใจ การเลือกใช้บริการศูนย์จัดส่งผู้ดูแลที่บ้านหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านที่มีมาตรฐาน จัดส่งผู้ดูแลที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระนี้ของครอบครัว โดยแนวทางการดูแลสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุ มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. ดูแลสภาพจิตใจภายใน

หมั่นให้ความรักและความอบอุ่นกับผู้สูงอายุ ทั้งการพูดและการกระทำ ผู้ทำหน้าดูแลหรือบุคคลในครอบครัว ต้องหมั่นพูดคุยอย่างใกล้ชิด พยายามสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้สูงอายุ รวมถึงหาเวลาว่างหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น รับประทานอาหาร ทำบุญ ท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอุ่นใจ รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและมีความสำคัญนอกจากนี้

ต้องระมัดระวังคำพูดและท่าทางที่แสดงออกต่อผู้สูงอายุ ไม่แสดงความรำคาญ ไม่ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แม้ผู้สูงอายุจะดื้อหรือเอาแต่ใจ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ ผ่อนคลาย และปล่อยวาง รวมทั้งสามารถปรับตัวและยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง รวมถึงเรื่องความตาย ผ่านการควบคุมลมหายใจ ฝึกคิดอย่างยืดหยุ่นและคิดบวก

2. ส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุจำนวนมาก จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความสำคัญ แถมบางคนยังมองว่าตัวเองเป็นภาระให้กับลูกหลาน ซึ่งความคิดเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า จิตใจห่อเหี่ยว ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องหาวิธีการที่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกภาคภูมิใจและมีความเชื่อมั่นในตนเอง ด้วยการปล่อยผู้สูงอายุพยายามช่วยเหลือตนเองในเรื่องง่ายๆ เช่น กิจวัตรประจำวัน หรืองานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เกินกำลังและไม่เป็นอันตราย

3. ส่งเสริมการเข้าสังคม

ผู้สูงอายุมักจะมีอารมณ์เหงา เพราะไม่ได้ออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือบุคคลภายนอกมากนัก การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือกลุ่มวัยอื่นๆ เพื่อพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รู้สึกผ่อนคลาย ลดปัญหาการเก็บตัวหรือปลีกวิเวกจากสังคมได้นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกสนุกสนาน ด้วยการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จิตใจสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า อาทิ การเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรืองานอดิเรกที่ชอบ เช่น เปตอง รำวง เต้นแอโรบิก เป็นต้น จะช่วยผ่อนคลาย และลดความเครียดได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

4. การฝึกสมองระบบความคิด

ปัญหาที่มักเกิดกับผู้สูงอายุคือ ภาวะความจำเสื่อม หรือสมองเสื่อม ดังนั้น การฝึกให้ผู้สูงอายุเล่นเกมที่ช่วยฝึกฝนด้านความจำหรือฝึกสมอง เช่น หมากรุก อักษรไขว้ ต่อคำ ต่อเพลง คิดเลข หรือการจดจำข้อมูลต่างๆ เช่น วัน เวลา สถานที่ บุคคล หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น จะช่วยลดการเกิดปัญหาดังกล่าว และยังส่งเสริมความสามารถของผู้สูงอายุด้านความจำ การฝึก การวางแผน และการแก้ไขปัญหาเพื่อชะลอความเสื่อมของสมองในด้านต่างๆ ด้วย

5. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง

การมีร่างกายที่แข็งแรง ดูแบบผิวเผินอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพอารมณ์เท่าไรนัก แต่ความจริงแล้ว การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง กระฉับกระเฉง ทำอะไรได้คล่องแคล่ว จะส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะการที่ผู้สูงอายุทำอะไรได้ด้วยตนเอง เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของลูกหลาน

แถมการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ก็ยังทำให้ระบบฮอร์โมนและระบบการทำงานภายในร่างกายดีขึ้นกว่าการไม่ออกกำลังกายด้วย ผู้สูงอายุบางคนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับ การออกกำลังกายก็ยังจะช่วยทำให้หลับได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น จึงควรหมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย


การดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ จำเป็นจะต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ความอดทน และการยอมรับ กับสภาพทางร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุที่ไม่เหมือนเดิม จึงมีคำพูดว่าผู้สูงอายุ มีนิสัยเหมือนเด็ก ผู้ที่ดูแลและบุคคลในครอบครัวจึงต้องเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เพื่อดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ให้แจ่มใส่ สุขภาพจิตดีอยู่เสมอ และลดปัญหาด้านอื่นๆ ที่อาจจะตามมาภายหลังได้

อ้างอิง: กรมสุขภาพจิต, กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์

Cr : Thairath

ศูนย์บริการจัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุ เราเป็นสถานประกอบการที่ให้บริการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน บริการจัดส่งพนักงานผู้ดูแลทั้งแบบรายวัน เช้ามาเย็นกลับ หรือเลือกแบบรายเดือนในราคาที่จับต้องได้

ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เฝ้าไข้ ทั้งที่บ้าน และโรงพยาบาล

  1. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
  2. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุระยะพักฟื้น
  3. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน
  4. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง
  5. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุอัมพฤกษ์, อัมพาต
  6. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุเส้นเลือดหัวใจตีบ
  7. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุที่ต้องให้อาหารทางสายยาง เจาะคอ ดูดเสมหะ
  8. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดในสมอง
  9. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุปิดทวารมาอยู่หน้าท้อง
  10. จัดส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุที่ไม่รู้สึกตัว

หน้าที่โดยสังเขป

พนักงานดูแลผู้สูงอายุ มีหน้าที่โดยสังเขป คือ ชวนพูดคุยสนทนา ป้อนอาหาร จัดยา ให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ ทำอาหารปั่น อาบน้ำ เช็ดตัว ดูแลเรื่องขับถ่าย ทำแผล ช่วยทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น ทำความสะอาดบริเวณห้องนอน ซักผ้า ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ตามความเหมาะสม

  1. จัดยา เตรียมอาหาร
  2. อาบน้ำ-เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า
  3. ดูแลทำความสะอาดหลังขับถ่าย เปลี่ยนแพมเพิส
  4. ดูแลเรื่องความสะอาดของที่อยู่ของคนไข้ ร่างกาย เสื้อผ้า ของใช้ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย
  5. ดูแลเรื่องการขับถ่าย การนอนไม่เป็นเวลา การพลิกตัวตะแคง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ การทำแผลในกรณีคนไข้มีแผลกดทับ
  6. การทำกายภาพเบื้องต้น หรือนวดให้ผ่อนคลาย ชวนพูดคุยสนทนากับผู้สูงอายุ
  7. หน้าที่อื่นๆ เช่น เคาะปอด ดูดเสมหะ ให้อาหารทางสายยาง ให้ออกซิเจน พ่นยา ดูแลสายสวนและถุงปัสสาวะ ตามความเหมาะสมตามข้อตกลง
  8. คอยสังเกตอาการของผู้ป่วย และรายงานให้ญาติทราบ
  9. แจ้งญาติเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน และนำส่งโรงพยาบาล
  10. ผู้ดูแลทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน (กรณีจ้างรายวัน) และหยุดทุกวันอาทิตย์