ผู้สูงวัยมักมีอาการคันง่ายกว่าหนุ่มสาว เนื่องจากต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ผิวหนังจึงแห้ง ขาดน้ำ ทำให้เกิดขุยและอาการคัน พบมากในบริเวณขา แต่อาจพบที่มือหรือลำตัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดเป็นภาวะผิวหนังแห้งและอักเสบ เกิดการแดง ลอก และคันมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเกาจนทำให้เกิดแผลบริเวณผิวหนังซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้  โรคผิวหนังผู้สูงอายุ ที่พบบ่อย เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น อาการคันจากผิวแห้ง (Xeroderma) ผื่นคันจากการแพ้ (Atopic dermatitis) กระเนื้อ (Seborrhoeic keratoses) เป็นต้น  การดูแลผิวสำหรับผู้สูงวัย  อาบน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นพอดีแต่ไม่ร้อน ไม่ขัดถูรุนแรง เช็ดตัวแค่พอหมาดก่อนใช้มอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมบำรุงผิว เลือกใช้ชนิดที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และมีความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงเวลาแดดจัด งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นตรวจสอบผิวหนังของตนเองสม่ำเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์  อายุที่เพิ่มขึ้นของผู้สูงวัย ส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ผิวหนัง เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง และเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคผิวหนังบางโรคได้มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังของผู้สูงวัยจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

  • ผิวซีดลงเนื่องจากเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ทำงานลดลง แต่จะมีการสะสมเป็นจุดๆ โดยเฉพาะส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ทำให้เกิดเป็นจุดสีน้ำตาลกระจายตามผิวหนังได้ 
  • เกิดเนื้องอกซึ่งเรียกว่า “กระเนื้อ” เพิ่มขึ้น  
  • ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ทำให้รูขุมขนกว้าง ผิวแห้ง เป็นขุย บางครั้งเกิดอาการคัน แพ้สิ่งต่างๆ ได้ง่าย 
  • ผิวหนังบางลง คอลลาเจนและอีลาสตินลดลง ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นลดลง เกิดริ้วรอย ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ผิวเปราะแตก ฉีกขาดเป็นแผลได้ง่าย 
  • เมื่อเกิดแผลจะหายได้ช้ากว่าในวัยหนุ่มสาว หลอดเลือดเปราะ ฟกช้ำ หรือมีเลือดคั่งใต้ผิวหนังได้ง่าย 
  • เล็บแข็งและหนา สีเข้มขึ้น แต่เปราะ ผุ หักง่าย 
  • การรับความรู้สึกที่ผิวหนังลดลง ง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุ 

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เกิดโรคผิวหนังหรือภาวะบางชนิดได้ง่ายขึ้น 

8 โรคหรืออาการทางผิวหนังที่มักพบในผู้สูงอายุ

1. ผิวหนังเหี่ยวย่น  เป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุ เกิดจากการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินบริเวณผิวหนังลดลง และมีปัจจัยกระตุ้นคือการใช้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าในการแสดงอารมณ์ การถูใบหน้าแรงๆ เป็นประจำ การสัมผัสแสงแดด

วิธีป้องกัน 

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดหรือใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ที่เพียงพอเมื่อจำเป็นต้องออกแดด 
  • หลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์หรือลักษณะนิสัยที่ทำให้เกิดรอยย่น เช่น การขมวดคิ้ว การสูบบุหรี่ รวมถึงการถูบริเวณใบหน้าเป็นประจำ 
  • การใช้ครีมเพื่อป้องกันริ้วรอย หรือการฉีดสารประเภทโบทูลินัม ทอกซิน (โบท็อกซ์) เพื่อป้องกันริ้วรอย 

วิธีรักษา 

  • การใช้ครีมหรือโลชั่นอาจช่วยได้แต่เป็นส่วนน้อย อาจมีการฉีดสารเพื่อเติมเต็มร่องและริ้วรอยบริเวณใบหน้า
  • การใช้แสงเลเซอร์ หรือการทำศัลยกรรมใบหน้า

2. อาการคันจากผิวแห้ง (Xeroderma)   เกิดจากต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ผิวหนังจึงแห้ง ขาดน้ำ ทำให้เกิดขุยและอาการคัน พบมากในบริเวณขา แต่อาจพบที่มือหรือลำตัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดเป็นภาวะผิวหนังแห้งและอักเสบ (Xerotic eczema) เกิดการแดง ลอก และคันมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเกาจนทำให้เกิดแผลบริเวณผิวหนังซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ 

วิธีป้องกัน  

  • ไม่อาบน้ำนานเกินไป ใช้น้ำอุ่นแต่ไม่ร้อนจนเกินไป ไม่อาบน้ำบ่อย และไม่ขัดถูผิวหนังแรงๆ 
  • ใช้สบู่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผิวแห้ง
  • ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรือครีมที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea cream) 
  • หากอากาศแห้งควรใช้เครื่องเพิ่มความชื้น
  • หลีกเลี่ยงการเกาเนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลและติดเชื้อได้  

วิธีรักษา  โดยทั่วไปอาการมักดีขึ้นหากผิวหนังได้รับความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ แต่หากอาการคันยังมีอย่างต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอื่นๆ เช่น พร่องฮอร์โมนไทรอยด์ การแพ้หรือผลข้างเคียงของยาบางชนิดได้ 

3. ผื่นคันจากการแพ้ (Atopic dermatitis)  พบได้มากในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นคันจากการแพ้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฝุ่นละออง สารเคมี อาหารทะเล สัตว์เลี้ยง อุณหภูมิ หรือยาที่ใช้ประจำ ผื่นคันมักเป็นบริเวณข้อพับ เป็นผื่นแดง นูน และก่อให้เกิดอาการคันมาก

วิธีป้องกัน 

  • สังเกตและพยายามหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการแพ้ หากไม่พบสาเหตุหรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทำการทดสอบและรักษา โดยการค่อยๆ ปรับเพิ่มการสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดการแพ้ (desensitization) 

วิธีรักษา 

  • หากเป็นในบริเวณไม่มาก สามารถรักษาด้วยการทายาสเตียรอยด์ได้ แต่หากเป็นในบริเวณกว้างการทายาสเตียรอยด์อาจไม่ครอบคลุม อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มยาแก้แพ้แต่ต้องระวังผลข้างเคียงทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม การใช้ยาสเตียรอยด์แบบรับประทานควรใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ในการใช้เท่านั้น 

4. ผิวหนังเปลี่ยนสี จุดด่างดำในผู้สูงอายุ (Senile lentigo หรือ Age spots)  เกิดจากการรวมตัวของเม็ดสีผิดปกติในผิวหนัง มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงเข้ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยทั่วไปจะเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร โดยจะพบมากในผู้มีประวัติครอบครัวมีผิวหนังเปลี่ยนสีมาก่อน และจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุโดยเฉพาะบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดด เช่น คอ หน้า และหลังมือ

วิธีป้องกัน 

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสลมและแสงแดดเนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นโดยตรงของภาวะนี้ 

วิธีรักษา 

  • โดยทั่วไปมักไม่มีอันตรายจึงไม่ต้องรักษา เว้นแต่เพื่อความสวยงาม แต่หากเส้นผ่านศูนย์กลางมีขนาดใหญ่มาก มีการนูนผิดปกติ หรือมีความไม่สม่ำเสมอของสี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็งผิวหนัง 

5. สิวในผู้สูงอายุ (Senile comedone)  เป็นลักษณะสิวอุดตันหัวปิด เห็นเป็นจุดสีดำเล็กๆ รวมตัวกัน หรือเป็นสิวหัวเปิดสีขาว โดยไม่ค่อยมีลักษณะการอักเสบ มักพบบริเวณตาและโหนกแก้มที่ถูกแสงแดดมาก

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด ใช้ครีมกันแดดโดยเฉพาะชนิดที่ไม่มีน้ำมันเมื่อจำเป็นต้องออกแดด 

วิธีรักษา

  • ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนวันละสองครั้ง อาจพบแพทย์เพื่อพิจารณาสั่งยาทาประเภท Retinoid อาจใช้การรักษาโดยการจี้แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ 

6. กระเนื้อ (Seborrhoeic keratoses) มีลักษณะนูน กลมหรือรี สีเข้ม มักพบบริเวณใบหน้า อก คอ หลัง อาจมีอาการคันได้เล็กน้อย

วิธีป้องกัน 

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด 

วิธีรักษา 

  • โดยทั่วไปมักไม่มีอันตรายจึงไม่ต้องรักษา เว้นแต่เพื่อความสวยงาม โดยแพทย์จะรักษาด้วยเลเซอร์ CO2  หรือความเย็นจี้ อย่างไรก็ตาม กระเนื้ออาจมีขนาดใหญ่และแยกออกยากจากมะเร็งผิวหนัง จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจและแยกโรค 

7. แผลและการติดเชื้อ  เนื่องจากผู้สูงอายุจะมีผิวหนังที่บางและเปราะ ฉีกขาดง่าย จึงเกิดแผลได้ง่าย และเมื่อมีแผลก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง

การป้องกัน 

  • ควรระวังกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดแผล ผู้ดูแลที่บ้านสามารถช่วยผู้สูงอายุในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่จะนำไปสู่การเกิดบาดแผลได้ หลีกเลี่ยงการจับ ถู กระแทกผิวหนังแรงๆ สวมใส่เสื้อผ้าที่นุ่มปกคลุมผิวหนังเพื่อป้องกันการเกิดแผล โดยการรักษา 
  • หากมีแผลควรทำความสะอาดแผลให้สะอาด ป้องกันการติดเชื้อ อาจไปพบแพทย์เพื่อรักษาและพิจารณาสั่งยาฆ่าเชื้อ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารอย่างเพียงพอเพื่อช่วยในการหายของแผล 

8. มะเร็งผิวหนัง  พบได้หลายชนิด สัมพันธ์กับกรรมพันธุ์และการถูกแสงแดด  
วิธีการดูแลผิวหนังสำหรับผู้สูงวัย

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในการดูแลผิว โดยเลือกชนิดที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และมีความชุ่มชื้น เช่น ครีม Sixtysense  
  • อาบน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นพอดี 
  • เว้นการขัดถูอย่างรุนแรงที่บริเวณผิวหนัง 
  • เช็ดตัวแค่พอหมาดก่อนใช้มอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมบำรุงผิว  
  • ใช้เครื่องสร้างความชื้น (humidifier) เมื่ออากาศแห้ง 
  • ใส่ถุงมือ หมวก เสื้อแขนยาว โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่สามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ปกคลุมผิวและทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 เป็นอย่างน้อย เมื่อจำเป็นต้องออกแดดหรือตากแดดนานๆ ควรหาที่ร่มและไม่ออกแดดในเวลาแดดจัด เช่น 10.00-14.00 น. 
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 
  • หมั่นตรวจสอบผิวหนังของตนเองสม่ำเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่น่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ 
  • หากมีความกังวลเกี่ยวกับผิวหนัง ริ้วรอย จุดหรือรอยดำ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำการดูแลรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การยกกระชับ การทำเลเซอร์เพื่อความกระจ่างใสและลดรอยดำ ลดริ้วรอยต่างๆ ได้

พญ. ลออ อรุณพูลทรัพย์

Cr : www.samitivejhospitals.com

นอนไม่หลับ
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายทั้งระบบภายใน และภายนอกร่างกายทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาสุขภาพ และอาจนำไปสู่การเกิดโรคเรื่องรังต่างๆ ตามมา โดยปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะดูแล และบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ การนอนหลับ คือการพักผ่อนที่ดีทีสุด และส่งผลต่อสุขภาพช่วยให้สดชื่น สมองปลอดโปร่ง ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพจิตดี ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีอาการนอนไม่หลับ จึงทำให้เสียสุขภาพจิต อารมณ์รุนแรง ร่างกายทรุดโทรม รู้สึกไม่สดชื่น การนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ดังนี้
– การเปลี่ยนแปลงของสมอง ทำให้หลับไม่ลึก จะหลับๆ ตื่นๆ ช่วงกลางดึก ทำให้รู้สึกว่านอนไม่หลับทั้งคืน – ปัญหาสุขภาพ โรคบางโรคมักแสดงอาการกำเริบในตอนกลางคืน เช่น หอบหืด โรคหัวใจ ทำให้มีอาการหอบ แล้วนอนต่อไม่หลับ
– ปัญหาทางด้านจิตใจ วัยสูงอายุต้องพบเจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทำให้เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล น้อยใจ จนทำให้นอนไม่หลับ บางรายเป็นโรคซึมเศร้าได้
– ยาและสารกระตุ้นประสาท เช่น ยารักษาโรคความดัน ยาขยายหลอดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ สารเหล่านี้จะทำให้ผู้สูงอายุนอนหลับยาก
การดูแล
–  แนะนำให้ผู้สูงอายุเข้านอน และตื่นให้เป็นเวลา และไม่เข้านอนเร็วจนเกินไป เวลานอนที่เหมาะสม คือ ช่วง 3-4 ทุ่ม และตื่นนอนตี 4 – ตี 5
– หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน โดยเฉพาะนอนหลังบ่ายสามโมงเย็น ควรหากิจกรรมเบาๆ ทำแก้ง่วง
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชา กาแฟ ในตอนเย็น
– ไม่ดื่มน้ำในช่วง 4-5 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะจะตื่นมาปัสสาวะบ่อย
– ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมยามว่าง เช่น รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น
– ความรับประทานมื้อเย็นเป็นเวลา โดยกำหนดเวลาที่ชัดเจน และไม่รับประทานมากจนเกินไป
– จัดสภาพแวดล้อมการนอนที่ดี มืด เงียบสงบ และอากาศถ่ายเทได้สะดวก
– สวดมนต์ก่อนเข้านอน อ่านหนังสือ เพื่อให้จิตใจสงบ มีสมาธิ

เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อาการมักเป็นๆ หายๆ บางครั้งอาจจะมีอาการบ้านหมุน คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก สาเหตุอาจเกิดจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนไม่ดี หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน การที่กล้ามเนื้อลูกตาเสื่อมการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการเปลี่ยนท่าอย่างกระทันหัน อาจะทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้
การดูแล
– ดูแลให้ผู้สูงอายุลุก – นั่ง เปลี่ยนท่าทางช้าๆ และให้ผู้สูงอายุนอนหรือนั่งในท่าที่สบาย
– หาเวลาฝึกบริหารกล้ามเนื้อลูกตา
– ผู้สูงอายุที่หน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ ให้ดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อให้เลือดไม่หนืด ไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น
– ให้รับประทานยาหอม หรือแก้เวียนศีรษะ

เบื่ออาหาร
อาการเบื่ออาหารทำให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้น้อยลง หรือบางครั้งไม่อยากรับประทานอะไรเลย ซึ่งผลเสียต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เกิดอาการอ่อนเพลีย และอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยได้ง่าย สาเหตุของอาการเบื่ออาหาร ได้แก่ ประสาทสัมผัสการรับรสชาติ การรับกลิ่นลดลง ทำให้รู้สึกไม่ได้กลิ่นหอมของอาหาร รับประทานไปแล้วอาหารไม่อร่อย มีแผลในช่องปาก ปวดฟัน ทำให้มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร บางรายเคยทำอาหารได้อร่อย แต่เมื่อประสาทสัมผัสการรับรสชาติอาหารเสียไป ทำให้ปรุงอาหารหวาน หรือเค็มจนเกินไป ลูกหลานอาจบ่นว่าอาหารไม่อร่อย ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความไม่มั่นใจ หมดกำลังใจในการทำอาหารและเบื่ออาหารได้ เกิดความวิตกกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิด ทำให้ไม่สบายใจและรับประทานอาหารได้น้อย
การดูแล
– ทุกคนในครอบครัวควรมีส่วนช่วยในการกระตุ้นความอยากอาหารของผู้สูงอายุ โดยการจัดเตรียมอาหารเมนูใหม่ๆ ไม่ซ้ำซากจำเจ หรือทำอาหารร่วมกัน
– เปลี่ยนบรรยากาศในการรับประทานอาหาร โดยสมาชิกในครอบครัวชวนท่านรับประทานอาหารร่วมกัน ผู้สูงอายุจะดีใจและรับประทานอาหารได้มากขึ้น
– หาเวลาพาท่านออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ้าง เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งสถานที่ และรสชาติของอาหาร

ปวดข้อเข่า
สาเหตุเกิดจากการสลายตัว และการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อบางลงจนเกิดการเสียดสีกับกระดูกแข็ง ทำให้เกิดอาการปวด บวม อักเสบ และไม่สามารถใช้งานได้ในที่สุด ดังนั้นผู้สูงอายุจะมีอาการปวดเข่าเวลาเดินหรือเคลื่อนไหว หรือตอนลุกนั่งอาจปวดข้อ อาจมากจนเดินอย่างปกติไม่ได้ ต้องเดินโยกตัว
การดูแล
– ผู้สูงอายุควรควบคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ เพื่อลดภาระของการรับน้ำหนักตัวและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าหนักๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น
– ลงบันได ไม่นั่งพับเพียบเป็นเวลานาน ๆ และควรนั่งบนเก้าอี้
– ควรช่วยประคองผู้สูงอายุเวลาลุกนั่ง หรือเดิน
– แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม น้ำเต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เพื่อเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง
– หากมีอาการมาก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ความจำบกพร่อง
เป็นภาวะที่สมองถดถอยในการทำงานด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ด้านความจำ ด้านภาษา ด้านความคิด และด้านสมาธิ โดยอาการแสดงจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลานานเป็น 10 ปี แต่เมื่ออาการเริ่มเป็นมากขึ้น จะแสดงออกในเรื่องของการหลงลืม จำไม่ได้จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
สัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้สูงอายุอาจจะเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม

  1. สูญเสียความทรงจำในระยะสั้นที่กระทบต่อการทำงาน
  2. ส่ิงที่เคยทำเป็นประจำเริ่มจำทำไม่เป็น เช่น หวีผมไม่ได้ ติดกระดุมเสื้อไม่ได้
  3. ปัญหาด้านภาษา เลือกคำพูดไม่ค่อยถูก เช่น ลืมคำศัพท์ง่ายๆ
  4. ไม่รู้เวลาและสถานที่ เช่น หลงวันเวลา กลับบ้านไม่ถูก
  5. สูญเสียการตัดสินใจ เช่น เปิดพัดลมแรงๆ ทั้งๆ ที่อากาศหนาว
  6. ไม่ค่อยเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม
  7. วางของผิดที่แบบแปลกๆ เช่น เก็บเตารีดในตู้เย็น
  8. อารมณ์ หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงในเวลาไม่นาน
  9. บุคลิภาพเปลี่ยนแปลง เช่น กลายเป็นคนช่างสงสัย หรือหวาดกลัวมากกว่าเดิม
  10. สูญเสียความคิดริเริ่ม

เมื่อสงสัยว่า ผู้สูงอายุในครอบครัวมีอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจและประเมินอาการให้แน่ชัด
การดูแล
– ดูแลให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง ข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็มจัด หวานจัด และหลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งงดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์
– นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนัก หรือเหนื่อยล้าเกินไป
– ให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเพื่อกระตุ้นความตื่นตัวของสมองในการได้ทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ร้องเพลง เล่นเกม เต้นรำ เป็นต้น
– แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว เป็นต้น
– หากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำยามว่าง เช่น รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน ทำสวน เป็นต้น
– ดูแลผู้สูงอายุด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลด้วยคววามเข้าใจ ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความสบายใจ และไม่เครียด
– ฝึกให้ผู้สูงอายุบริหารสมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การบวกเลข เป็นต้น

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
มักเกิดในผู้สูงอายุเพศหญิงมากกว่าเพศชาย นอกจากจะมีผลกระทบทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้ผู้สูงอายุนั้นขาดความมั่นใจที่จะออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เพราะกลัวปวดปัสสาวะบ่อย แล้วหาห้องน้ำไม่ได้ อาจทำให้ปัสสาวะราดได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และกล้ามเนื้อหูรูดเริ่มเสื่อมสภาพ บางรายอาจมีการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะบ่อยเกินไปโดยไม่สามารถควบคุมได้ หรือเกิดจากการรับประทานยาที่มีผลต่อการขับปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันและการเข้าสังคม
การดูแล
– แนะนำให้ผู้สูงอายุฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยขมิบครั้งละ 10 วินาที วันละ 50-100 ครั้ง หรือมากกว่านี้ถ้าสามารถทำได้ เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแอแข็งแรงขึ้น และจะช่วยให้ควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้ดีขึ้น
– แนะนำผู้สูงอายุไม่ให้กลั้นปัสสาวะนานๆ ในรายที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ให้ใช้วิธีการเข้าห้องน้ำทุก 2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอให้ปวดปัสสาวะก่อน
– งดการดื่มชา กาแฟ และไม่ควรดื่มน้ำในปริมาณมากจนเกินไป

ท้องผูก
ในช่วงวัยสูงอายุนั้น มักมีปัญหาในการขับถ่าย หากผู้สูงอายุเริ่มถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ปวดท้องอยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก ใช้เวลาในการเบ่งถ่ายนาน อุจจาระแข็ง นั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่าผู้สูงอายุเริ่มมีอาการท้องผูก ในบางรายที่อาการท้องผูกรุนแรงอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ ลำไส้อักเสบ หรือลำไส้อุดตันได้ โดยสาเหตุของอาการท้องผูกมีหลายสาเหตุ ได้แก่
– การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
– ดื่มน้ำน้อย เนื่องจากกลัวปวดปัสสาวะบ่อย และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ แต่เมื่อร่างกายขาดน้ำจะมีกลไกดูดน้ำกลับจากอุจจาระ ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายยาก
– ขาดการออกกำลังกาย ลำไส้ไม่เคลื่อนไหว การบีบตัวของลำไส้ลดลง กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง จึงไม่มีแรงเบ่งอุจจาระ
– ความเครียด ทำให้ร่างกายลดการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารไม่ดี
– ผลข้างเคียงของยาบางชนิด ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการท้องผูกได้
การดูแล
– ให้ผู้สูงอายุฝึกขับถ่ายอย่างเป็นเวลา 
– จัดเตรียมอาหารที่มีกากใยสูงให้ผู้สูงอายุรับประทาน
– ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน พยายามเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ
– ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
– พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ความหมั่นลุกเดิน หรือทำกิจกรรมต่างๆให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว
– ไม่กลั้นอุจจาระ เมื่อรู้สึกปวดควรรีบไปเข้าห้องน้ำทันที
– หากมีอาการท้องผูก ควรไปปรึกษาแพทย์ และไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
– สังเกตอาการท้องผูกที่มีผลข้างเคียงที่เกิดจากยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหา

การเลือกใช้บริการผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคนอยู่เป็นเพื่อน ช่วยกระตุ้นให้ทำกิจกรรมต่างๆ หรือคอยเตือนให้ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างเหมาะสมในระหว่างวันที่คนในครอบครัวต้องออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยให้ผู้สูงอายุไม่ต้องอยู่เพียงลำพังในบ้าน และยังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้อีกด้วยนะคะ การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ทั้งระบบภายในและภายนอกร่างกายทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาสุขภาพ ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมักส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็จะช่วยให้สามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ลดลง คงความสามารถในการปฎิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุได้นานยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

การดูแลผู้สูงอายุอาจเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้ใครหลายๆ คน แต่ในความเป็นจริงแล้วหากดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวด้วยความรักและความเข้าใจ และเตรียมพร้อมจัดสรรเรื่องค่าใช้จ่าย การรับมือกับผู้สูงอายุให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ในพริบตา เรามาลองดูแนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านง่ายๆ แต่รับรองว่าจะทำให้พวกท่านรับรู้ได้ถึงความใส่ใจกันดีกว่า
แนะนำการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยวัฒนธรรมไทยที่ส่วนใหญ่จะอาศัยร่วมกับผู้สูงอายุในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า หรือคุณตาคุณยาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายเพราะผู้สูงอายุอยู่ใกล้ชิด นอกจากจะมีโอกาสแสดงความรักและความเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามดังนี้   กินดีอยู่ดี สุขภาพดีจากภายใน อาหารการกินนั้นเป็นตัวแปลสำคัญมากสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายมีความต้องการพลังงานน้อยลงเนื่องจากมีกิจกรรมให้ทำในแต่ละวันไม่มากนัก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย เช่น ผัก ผลไม้ หรือเลือกทานอาหารที่ปรุงโดยใช้การ ต้ม ย่าง นึ่งเป็นหลัก หลีกเลี่ยงของทอดของมัน และอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ที่นอกจากจะย่อยยากแล้ว ยังมีโอกาสทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย
ควบคุมน้ำหนักของผู้สูงอายุอย่าให้น้ำหนักเกิน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ หากมีน้ำหนักที่มากเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเจ็บตามข้อต่อที่เกิดจากการรับน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป เช่น เข่า หลัง สะโพก ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จึงควรทานอาหารและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันอีกด้วย
ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การจัดเตรียมบ้านให้เหมาะสมเพื่อการดูแลผู้สูงอายุให้ดีขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก อาจเริ่มจากย้ายห้องของผู้สูงอายุลงมาอยู่ชั้นล่าง ลดการเดินขึ้น – ลง บันไดที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย รวมไปถึงการเพิ่มราวจับในห้องน้ำ หรือห้องที่มีการใช้งานบ่อย ระมัดระวังในส่วนของพื้นต่างระดับและพยายามไม่ให้พื้นห้องน้ำเปียก เพราะผู้สูงอายุอาจลื่นได้ง่าย จัดบ้านให้เรียบร้อย มีแสงสว่างที่พอเหมาะ และมีอากาศถ่ายเท
ยืดเส้นยืดสายบ้างให้ร่างกายยืดหยุ่น การออกกำลังกายนั้นสำคัญสำหรับทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว และสำหรับการดูแลผู้สูงอายุนั้น การออกกำลังกายย่อมสำคัญมาก เพราะมันเหมายถึงการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ยืดหยุ่น เมื่อมีการพลัดตกหกล้มจริงก็มีโอกาสที่จะทำให้บาดเจ็บน้อยลง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีส่วนช่วยให้อวัยวะภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ ปอด ระบบขับถ่าย กระดูกและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงสมอง การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุนั้นอาจทำท่าง่ายๆ เช่น เดินช้าๆ ยกแขน แกว่งแขนไปมา วันละ 10 – 20 นาที ก็ช่วยคลายกล้ามเนื้อไม่ให้เหนื่อยเมื่อยล้า และทำให้เลือดลมดีขึ้นอีกด้วย
พูดคุยกับผู้สูงอายุและหากิจกรรมทำร่วมกัน ผู้สูงอายุบางคนอาจจะรู้สึกเหงา หรือรู้สึกเป็นภาระสำหรับลูกหลานที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา หลายครอบครัวจึงเลือกใช้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อเป็นการลดปัญหาการต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง และลดความรู้สึกเป็นภาระของผู้สูงอายุที่ลูกหลานต้องคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด จนลูกหลานไม่มีเวลาของตัวเอง การพูดคุยและการสื่อสารกับผู้สูงอายุทุกวันจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย โดยสามารถเป็นบทสนทนาง่ายๆ เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้รู้สึกใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น หากมีเวลาหลังเลิกงาน หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ อาจหากิจกรรมทำร่วมกันกับผู้สูงอายุ เช่น ดูทีวี เล่นบอร์ดเกม หรือพาท่านออกไปทานข้าวนอกบ้าน พาออกไปเดินตามสวนสาธารณะหรือชายทะเล ให้ผู้สูงอายุได้รับอากาศบริสุทธิ์และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย
ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงอบายมุขที่บั่นทอนสุขภาพ การสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า ไม่เคยมีผลดีกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ซึ่งการลด ละ เลิก จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพของผู้สูงอายุเอง แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ได้เลิกกันได้ง่ายๆ ดังนั้นญาติ หรือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุจึงควรหมั่นให้กำลังใจ และชักชวนทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่สม่ำเสมอ อีกทั้งยังควรคอยสังเกตอาการของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิดด้วย
ดูแลผู้สูงอายุอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่ต้องระมัดระวังที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุก็คือ การระวังไม่ให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุ เพราะร่างกายของผู้สูงอายุนั้น ไม่ได้แข็งแรงและฟื้นตัวได้รวดเร็วเหมือนตอนเป็นหนุ่มๆ สาวๆ อีกต่อไป เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ อาจเกิดการบาดเจ็บ กระดูกหัก และอาจต้องการเวลารักษาตัวที่นานขึ้นกว่าคนอายุน้อยกว่า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านจึงเป็นตัวช่วยที่ดี ที่จะคอยช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุยังได้ทำกิจวัตรต่างๆ และลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นแบบกะทันหัน 
สังเกตอาการผิดปกติในผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุนั้นเป็นวัยที่สามารถเจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากสภาพร่างกายที่ถดถอยจากการใช้งานมานาน ดังนั้นผู้ดูแลผู้สูงอายุควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ เช่น กลืนอาหารลำบาก ท้องอืด ท้องผูก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เบื่อง่าย ปวดเจ็บตามร่างกาย อาการต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงอาการผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นภายใน เพราะบางครั้งอาการอาจจะไม่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่พอรู้ตัวอีกทีก็อาจจะเข้าสู่ภาวะที่รุนแรงแล้วก็ได้
หมั่นดูแลเรื่องสุขอนามัย ความสะอาดสำคัญมากในการดูแลผู้สูงอายุ เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้สูงอายุนั้นไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน หากหยิบจับสิ่งสกปรกเข้าสู่ร่างกาย อาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติมาก รวมไปถึงการชะล้าง ทำความสะอาดตามร่างกาย เช่น เล็บ ฟัน ผม ผิวหนัง ก็ควรหมั่นดูแลความสะอาดทุกวันอย่างต่อเนื่องด้วย
นัดพบแพทย์และตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ผู้ดูแลผู้สูงอายุควรหมั่นพาผู้สูงอายุไปตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอทุกปี หรืออย่างน้อย 2 ปี เพื่อลดปัจจัยการเกิดโรคต่างๆ หากพบสิ่งผิดปกติ ก็จะได้วางแผนหาทางรับมือได้อย่างทันท่วงที การมีผู้ดูแลผู้สูงอายุดูแลที่บ้านคอยช่วยสังเกตอาการผิดปกติและแจ้งญาติให้ทราบ นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในการคอยสังเกตการเกิดอาการผิดปกติของผู้สูงอายุก่อนที่โรคจะคืบหน้าไปจนแก้ไขรักษาได้ยากขึ้น สุดท้ายนี้ผู้สูงอายุนั้นเพียงแค่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ หากเราสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ ก็สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ง่ายๆ และผู้สูงอายุก็จะอยู่กับเราอย่างมีความสุขความเข้าใจไปนานๆ
Cr : www.krungsri.com

ในปัจจุบันด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้สูงอายุหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งในด้านของการออกกำลังกาย การทานอาหารเพื่อสุขภาพ และมีผู้สูงอายุหลายท่านหันมาบริโภคอาหารเสริม เห็นได้จากการเติบโตของธุรกิจอาหารเสริม รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อจากแบรนด์อาหารเสริมต่างๆ ที่พบเห็นได้ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ โซเชียลมีเดีย การรีวิวสินค้าจากเหล่าคนดัง หรือการชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเพื่อนๆ ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเกิดความสนใจ และเลือกอาหารเสริมเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตัวเอง 

ทั้งนี้ หากเลือกทานอาหารเสริมที่ไม่ตรงกับความต้องการของร่างกาย หรือทานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี อาจก่อให้เกิดผลเสียกับร่างกายมากกว่าจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพ เราจึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำในการบริโภคอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงเชื่อโฆษณาจากแบรนด์ต่างๆโดยง่าย 

ศูนย์จัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่บ้านขอแนะนำข้อมูลหลักๆ ที่ผู้สูงอายุควรทราบ เพื่อตัดสินใจซื้อ อาหารเสริมแต่ละประเภทนั้น ต้องดูตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่เราจะบริโภคว่า เป็นอาหารเสริมประเภทไหน? มีสารอะไรเป็นส่วนประกอบสำคัญบ้าง? ซึ่งส่วนประกอบหลักในอาหารเสริม ส่วนใหญ่มักจะมีวิตามิน กรดอะมิโน กรดไขมัน แร่ธาตุ สารสกัดจากพืชและสัตว์ เป็นส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์นั้น

นอกจากนี้ ยังมีสารเข้มข้นต่างๆ ได้แก่ สารเมตาโบไลท์ สารสกัดจากสมุนไพร สารสังเคราะห์เลียนแบบมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ รูปแบบก็มีหลากหลายทั้ง เม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ในรูปแบบอาหารตามปกติ เพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบรนด์อาหารเสริมเหล่านี้ มักมีการโฆษณาชวนเชื่อในด้านของสรรพคุณว่าช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดไหน ก็ต้องผ่านการตรวจสอบ และควบคุมส่วนประกอบตามที่กฎหมายระบุทั้งหมด เช่น ปริมาณของจุลินทรีย์ ปริมาณสารพิษตกค้าง ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ ที่ไม่เกินความต้องการของร่างกาย ตลอดจนถึงการใช้ภาชนะที่ได้มาตรฐานมาบรรจุ อาหารเสริม และติดฉลากของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังต้องได้รับการอนุมัติและขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคจริงๆ

ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค จึงควรทราบข้อมูลบนฉลากอาหารเสริม ดังนี้

  • ชื่ออาหาร 
  • เลขที่ผลิตภัณฑ์
  • ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า 
  • ชื่อและปริมาณของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บรรจุ 
  • ชื่อและปริมาณของส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และส่วนประกอบที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณ 
  • มีข้อความชัดเจนว่า “การได้รับสารอาหารต่างๆ นั้น ควรได้จากการบริโภคอาหารหลักที่หลากชนิด ครบทั้ง 5 หมู่ และเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ”

โดยเราจะต้องดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบรนด์นั้น มีการระบุคำแนะนำ วิธีการบริโภค วันที่ผลิต และวันหมดอายุ คำเตือนการบริโภค กำหนดไว้อย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันอาการแพ้ยา หรือเกิดผลเสียต่อสุขภาพของเราในระยะยาวนั่นเอง

4 ขั้นตอนในการเลือกซื้ออาหารเสริมให้ปลอดภัยมากที่สุด 

1. เช็คให้แน่ใจก่อนว่า  อาหารเสริมอาหารจำเป็นต่อสุขภาพของเราหรือไม่

เพราะการทานอาหารเสริมนั้น เป็นเพียงการเพิ่มสารอาหารให้กับร่างกาย แต่ไม่สามารถทานแทนอาหารมื้อหลักได้ เมื่อเราคำนวนแล้ว หากพบว่าร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน ก็ไม่มีความจำเป็นในการบริโภคอาหารเสริมเลย เพราะหากผู้สูงอายุได้รับสารอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต่างๆ อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอันตรายจนถึงชีวิตได้

ภาพที่วาง.png

2. อาหารเสริม มีประโยชน์จริงหรือไม่

แม้เราจะได้ยินมาว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายแบรนด์ อ้างว่าสามารถบรรเทาอาการปวด รักษาโรค บำบัดโรคมะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น อาหารเสริมเหล่านี้ไม่มีผลในการรักษาทางการแพทย์เลย หากผู้สูงอายุได้รับข้อมูลนอกเหนือจากที่ระบุข้างฉลาก สามารถสอบถามสายด่วน อย. (เบอร์โทรศัพท์ 1556) หรือสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอดภัยหรือไม่

3. อาหารเสริม มีความปลอดภัยหรือไม่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดอาการแพ้ยาได้เช่นเดียวกับยารักษาโรคทั่วไป เราสามารถสังเกตได้จากประโยค “เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน” ที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ 

4. อาหารเสริม มีราคาเหมาะสมไหม

เมื่อพิจารณาจากประโยชน์และความจำเป็นในการบริโภค ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงประเมินความเสี่ยงที่อาจได้รับการรับประทานแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ผู้สูงอายุควรคำนึงไม่แพ้กัน คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนี้ มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพที่เราจ่ายไปหรือไม่ โดยผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบคุณภาพขอผลิตภัณฑ์ (เลขใบสำคัญ หรือเลขสารบบอาหาร) ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์แบรนด์นี้ ผ่านการรับรองคุณภาพโดย อย. มาแล้วจริงๆ นอกจากนี้ ยังมีวิธีตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์นี้ ได้รับอนุญาตจาก อย. จริงหรือไม่ โดยดูได้จาก ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อผู้ได้รับอนุญาติ สถานที่ผลิตเพื่อป้องกันการสวมรอยเลข อย.ปลอม โดยเราสามารถตรวจสอบเลขที่ผลิตภัณฑ์ จากหลายช่องทาง ได้แก่

  • สายด่วน อย. โทร 1556 
  • เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th
  • เว็บไซต์ www.oryor.com
  • Line : FDAthai
  • Oryor Smart Application

  Cr : คลินิกผู้สูงวัยสุขภาพดี